ระวัง!! ไม่ขับถ่ายตอนเช้าจะเกิดอะไรขึ้น

ระวัง!! ไม่ขับถ่ายตอนเช้าจะเกิดอะไรขึ้น
 
พร้อมวิธีแก้ไข ป้องกัน
หลายคนอาจจะมองข้ามหรือไม่รู้ว่าการขับถ่ายตอนเช้านั้น มีความสำคัญต่อสุขภาพร่างกายของเรามาก ตลอดจนปัญหาสิวและผิวพรรณด้วย โดยปกติแล้วคนเราจะต้องมีการขับถ่ายทุกวัน เพื่อขับถ่ายของเสียและสารพิษออกจากร่างกาย ถ้าปล่อยเวลาล่วงเลยมาจนถึง 7-9 โมงเช้า ที่เป็นเวลาทำงานของกระเพาะอาหารแล้ว คุณยังไม่ได้ขับถ่าย แถมอาหารเช้าก็ไม่ได้กิน จะเกิดอะไรขึ้น ??
 
วันนี้เราจึงได้รวบรวมข้อมูลดีๆเกี่ยวกับเรื่อง การไม่ขับถ่ายตอนเช้าจะเกิดอะไรขึ้น พร้อมวิธีแก้ไขมาฝากค่ะ
เพื่อที่เพื่อนๆ จะได้ตระหนักเห็นความสำคัญของการขับถ่าย และสนใจต่อสุขภาพร่างกายของตัวเองมากขึ้น ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยค่ะ
 
 
ในช่วงเวลา 05.00 - 07.00 น. เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่ ถ้าไม่ยอมขับถ่ายอุจจาระแล้วปล่อยเวลาเลยมาถึง 07.00 - 09.00 น. ซึ่งเป็นเวลาของกระเพาะอาหาร แล้วไม่ยอมกินข้าวเช้าอีก อุจจาระจากลำไส้ใญ่ที่ไม่ขับถ่ายออก จะถูกบีบตัวขึ้นมาจากลำไส้ใหญ่ ผ่านลำไส้เล็กมาที่กระเพาะอาหาร ก็จะถูกดูดซึมซ้ำอีกครั้ง ในอุจจาระเก่ามีแก็สที่เสียแล้ว เกิดจากการบูดเน่าโดยอุณหภูมิของร่างกายซึ่งมีความร้อน 37 องศา
 
ตลอดเวลา ไม่เหมือนกับตู้เย็นที่เก็บได้นานกว่า เพราะฉะนั้นแก็สพิษเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด เลืดจึงไม่สะอาด ถ้าเลือดที่ไม่สะอาดไหลไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย ไหลผ่านสมอง หัวใจ ปอด ม้าม ตับ ผิวหนัง ก็จะได้รับพิษจากแก็สพิษด้วย
 
 
-ก่อนเที่ยงถึงบ่าย ง่วงนอนเพราะเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงหัวใจ หัวใจก็อ่อนล้า ไม่สดชื่น
 
-มีกลิ่นตัว กลิ่นปาก ก็มาจากเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงปอด ปอดก็จะขับออกทางผิวหนังและลมหายใจ ตัวเองไม่ค่อยได้กลิ่น แต่คนอื่นได้กลิ่น
 
-ถ้าปล่อยไว้ไม่ขับถ่ายในช่วงเวลา 05.00 – 07.00 น. นานๆ เข้าเป็นะยะเวลาหลายๆ ปี เลือดที่ไม่สะอาดไหลผ่านไปเลี้ยงสมอง และไม่กินอาหารมื้อเช้าช่วงเวลา 07.00 -09.00 น. สมองก็จะไม่ได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เมื่อแก่ตัวความจำจะเสื่อมเร็ว
 
-ปวดเข่า เมื่ออายุมากขึ้น เป็นริดสีดวงทวาร เมื่อเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ หรือเลี้ยงสมองได้น้อย จะเริ่มมีอาการดังนี้
-ผมร่วง หน้าแก่เร็ว คออักเสบง่าย
-นอนไม่ค่อยหลับ นอนไม่เต็มอิ่ม ฝันบ่อย
-ปวดไหล่ ตื่นกลางดึกบ่อย ๆ
-ปวดหัวข้างเดียว ปวดหู ปวดกระบอกตา
-เป็นไซนัส เหงือกบวม เจ็บคอ เจ็บลิ้น
-ปวดชายโครง ปวดหลัง ปวดเข่า
-กระดูกสะโพกเคลื่อนได้ง่าย ปวดสะโพก ปวดข้อเท้า หลังเท้า
-วิตกกังวล อาจมีอาการทีละอย่างหรือหลายอย่างพร้อมกัน
 
 
สมองเสื่อม
จากงานวิจัยในประเทศไทย พบว่าวันข้างหน้าอีกประมาณ 4-5 ปี จะมีผู้ป่วยสูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมถึง 9 ล้านคน เมื่อเราทราบอย่างนี้แล้ว ก็มาหาทางบำรุงสมองกันดีกว่า เพื่อป้องกันไม่ให้สมองเสื่อมก่อนเหตุอันควร ซึ่งเมื่อเป็นแล้วจะเป็นภาระกับคนในครอบครัวอย่างมาก ที่ต้องคอยดูแลตลอดเวลา
 
สาเหตุหนึ่งทีเลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อย เป็นเพราะกินอาหารผัดน้ำมันต่อเนื่องเป็นประจำติดต่อกันหลาย ๆ ปี น้ำมันจะเกาะผนังลำไส้ ทำให้ลำไส้ไม่สามารถดูดซึมสารอาหารที่มีประโยชน์ไปเลี้ยงสมองได้หรือ ดูดซึมได้น้อยกว่าที่ควร
 
วิธีแก้ไข และป้องกัน
1. พยายามขับถ่ายระหว่างเวลา 05.00 -07.00 น. ถ้าไม่ขับถ่ายให้กินขมิ้นชันเป็นประจำเพื่อบริหารลำไส้ใหญ่
2. ควรกินข้าวเช้าทุกวันระหว่างเวลา 07.00 -09.00 น. เพื่อให้เลือดรับสารอาหารไปเลี้ยงสมองและกินโยเกิรต์ นมผสมน้ำผึ้งและมะนาว ระหว่างเวลา 13.00 - 15.00 น. เพื่อเปลี่ยนขยะในลำไส้เล็กให้เป็นวิตามิน บี แล้วส่งไปบำรุงสมอง
3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
 
 
*** สุดท้าย..เมื่ออ่านจบแล้ว สิ่งสำคัญเลยก็คือการนำไปปฏิบัตินะคะ การสร้างอุปนิสัยที่ดีในการขับถ่าย ออกกำลังกาย ที่เป็นอีกวิธีที่ง่ายๆของการป้องกันและดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงที่ต้นเหตุ มิใช่การกินยา วิตามิน อาหารเสริมที่เป็นการดูแลรักษาสุขภาพที่ปลายเหตุ และเป็นการทำให้สิ้นเปลืองอีกด้วย หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะ
 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก

Visitors: 334,712