“Save Ralph” กระต่าย ที่เขย่าวงการ เครื่องสำอางทั่วโลก

“Save Ralph” กระต่าย ที่เขย่าวงการ เครื่องสำอางทั่วโลก
 
 
เมื่อไม่นานมานี้ หลายคนอาจได้เห็นแอนิเมชันกระต่ายตาบอดตัวหนึ่ง ที่สร้างความฮือฮาผ่านสื่อโซเชียลมากมาย ทั้งยูทูบ เฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์ก็ตาม
โดยเจ้ากระต่ายที่น่าสงสารตัวนี้มีชื่อว่า “ราล์ฟ”
 
 
 
แล้วทำไมกระต่ายตัวนี้จึงกลายเป็นที่พูดถึงในสังคมออนไลน์ และมีความสำคัญอย่างไรต่อวงการธุรกิจเครื่องสำอาง ?
 
 
เมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา แอนิเมชันเรื่อง Save Ralph ถูกปล่อยลงยูทูบ โดยองค์กรที่ชื่อว่า Humane Society International หรือ HSI
ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรพิทักษ์สัตว์โลก
 
 
 
หากอ้างอิงจากรายงานประจำปี 2020 ของ HSI องค์กรแห่งนี้ ได้รับเงินบริจาคราว 960 ล้านบาท ซึ่งองค์กรก็ได้นำเงิน ที่ได้รับมา ไปกระจายเพื่อรณรงค์เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์ทั่วโลกตั้งแต่สัตว์เลี้ยง, สัตว์ป่า, ฟาร์มสัตว์ ไปจนถึงสัตว์สำหรับการทดลอง
 
 
 
ผลงานที่เคยทำก็มีเรื่องการห้ามใช้ขนสัตว์มาทำเสื้อผ้าสำหรับสหรัฐอเมริกาและยุโรป เนื่องจากมีสัตว์ประเภทสุนัขจิ้งจอกและมิงก์ถูกฆ่าประมาณ 100 ล้านตัวต่อปี ซึ่ง HSI ก็ประสบความสำเร็จในการลดความต้องการของผู้บริโภคลงได้ในที่สุดจึงนำไปสู่การรณรงค์เรื่องต่าง ๆ ตามมา
 
 
 
หนึ่งในแคมเปนที่เกิดขึ้นต่อมาก็คือ แอนิเมชัน Save Ralph ที่ได้ถ่ายทอดให้เห็นถึงความโหดร้ายจากการใช้สัตว์ทดลองเพื่อรณรงค์ให้บริษัทเครื่องสำอางต่าง ๆ หยุดการนำสัตว์มาทดลอง
 
 
 
Cr. Entrepreneur
 
โดยเนื้อหาของ Save Ralph ถูกถ่ายทอดให้เห็นจากชีวิตของกระต่ายทดลองหรือเจ้าราล์ฟ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางว่าในแต่ละวันต้องเจอกับเหตุการณ์อะไรบ้างจากการเป็นสัตว์ทดลองสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมนี้
 
 
 
เช่น การโดนโกนขนเพื่อทดสอบว่าผลิตภัณฑ์ส่งผลแพ้ต่อผิวหนังหรือไม่หรือกระทั่งการทดสอบผ่านการหยอดสารเคมีลงที่ตารวมถึงนำสัตว์มาทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยไม่ได้รักษา
 
 
ด้วยการทดลองแบบนี้จึงส่งผลให้กระต่ายจำนวนมากต้องพิการหรือไม่ก็เสียชีวิตลงในที่สุด
 
 
จากข้อมูล Cruelty Free International หรือกลุ่มรณรงค์การทดลองกับสัตว์กล่าวว่าในแต่ละปี มีสัตว์ประมาณ 500,000 ตัว ซึ่งรวมถึงหนูและสุนัข
ที่เจอชะตากรรมเดียวกันกับกระต่าย
 
 
 
หลังจากที่เผยแพร่แอนิเมชันไปได้ไม่นานผู้บริโภคหลายคนเริ่มพากันแบนแบรนด์สินค้าที่ยังคงทดลองกับสัตว์ โดยตรวจสอบชื่อแบรนด์สินค้าผ่านทางเว็บไซต์ Cruelty-Free Kitty
 
 
 
Cr. Cruelty-Free Kitty
 
จากเรื่องนี้ หลายคนคงมีคำถามขึ้นในใจว่าแล้วทำไมเรายังต้องมีสัตว์ทดลอง ?
 
 
เรามาดูอีกมุมหนึ่งของผู้บริโภคบางส่วน รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจผลิตเครื่องสำอางซึ่งบอกว่าแอนิเมชันเรื่องนี้เกินจริงไป เนื่องจากกฎหมายคุ้มครองสัตว์ก็ค่อนข้างเข้มงวด ยากที่จะทารุณกรรมสัตว์ได้ และยังมองว่าเป็นเรื่องปกติที่สัตว์จะต้องทดลองก่อนการใช้จริงในมนุษย์
 
 
ยกตัวอย่างเช่น สินค้าบางประเภทที่มีบทวิจัยรองรับอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ก็จะสามารถข้ามขั้นตอนการนำสัตว์มาทดลองได้เลย ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่ถูกวิจัยและพัฒนาขึ้นมาใหม่ยังอาจมีความจำเป็นที่ต้องมีกระบวนการทดลองในสัตว์ก่อนที่จะถึงมือมนุษย์
 
 
นั่นก็เพราะว่าการทดสอบด้วยวิธีอื่น อาจได้ผลลัพธ์ไม่ดีเท่ากับการทดลองใช้สัตว์จริง
 
 
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องใช้สัตว์ทดลองควบคู่กันไปด้วย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความปลอดภัยสำหรับมนุษย์ที่จะนำสินค้าดังกล่าวไปใช้งาน
 
 
นอกจากนี้ยังมีอีกประเด็นหนึ่ง ที่เกี่ยวกับประเทศจีน
 
 
รู้หรือไม่ว่าก่อนหน้านี้หลายแบรนด์ยกเลิกการทดลองกับสัตว์ไปแล้ว แต่เนื่องจากประเทศจีนยังมีกฎหมายว่าสินค้าประเภทเครื่องสำอาง ยังต้องผ่านการทดลองจากสัตว์ก่อน ถึงจะสามารถจัดจำหน่ายได้ในประเทศจีน
 
 
Cr. Blue and Green Tomorrow
 
ทำให้หลายแบรนด์จึงต้องยอมให้นำสัตว์กลับมาทดลองอีกครั้ง เพราะโอกาสทางธุรกิจในประเทศจีนมีมูลค่ามหาศาล
 
 
อย่างไรก็ตามเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา PETA หรือองค์กรพิทักษ์สัตว์ ก็ได้รายงานว่าทางการจีนอนุญาตให้แบรนด์เครื่องสำอางต่าง ๆ สามารถเข้ามาในประเทศโดยไม่จำเป็นต้องทดลองกับสัตว์ซึ่งกฎระเบียบใหม่นี้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พฤษภาคม ที่กำลังจะถึงนี้
 
 
Save Ralph ก็เป็นอีกหนึ่งกรณีที่น่าสนใจเพราะจริง ๆ แล้ว เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้
ที่ผู้บริโภคได้รุมกันแบนแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นและอุปกรณ์กีฬาที่ถูกผลิตขึ้นจากฝ้ายในซินเจียง ถิ่นที่อยู่ของชาวอุยกูร์ ที่ถูกรัฐบาลจีนควบคุมอยู่
 
 
 
ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือ แบรนด์สินค้าไม่ว่าจะเป็น H&M, Nike, Adidas หรือ Uniqlo จำเป็นที่จะต้องเลือกระหว่าง ผลประโยชน์กับอุดมการณ์
 
 
หรือแม้แต่สารคดี Seaspiracy บน Netflix ก็กลายมาเป็นอีกประเด็นที่ทำให้สังคมถกเถียงกันเรื่องอุตสาหกรรมการประมงและสิ่งแวดล้อม
 
 
Cr. Ocean Asia
 
ในขณะที่ แอนิเมชัน Save Ralph ก็ดูเหมือนจะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญ ที่ทำให้แบรนด์เครื่องสำอางต้องมาคิดแล้วว่าจะทำอย่างไรกับสินค้าของตนเอง
 
 
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในยุคปัจจุบันเราเริ่มให้ความสนใจกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่ลึกขึ้น..
 
 
จากเดิมที่เราอาจจะสนใจเพียงแค่ราคาหรือสรรพคุณของสินค้า จนวันนี้ เราเริ่มมาถกเถียงกันเรื่องขั้นตอนในการผลิตสินค้า รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การทารุณกรรมต่อสัตว์ ความไม่เท่าเทียมกันต่อมนุษย์
 
  
แน่นอนว่าในหลาย ๆ เรื่องก็จะมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและผู้ที่ไม่เห็นด้วย
 
 
 
ซึ่งมันก็น่าจะกลายมาเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของธุรกิจ ที่ต้องนำเสนอผลิตภัณฑ์ ที่ตอบโจทย์ไม่ใช่แค่ผู้ใช้งาน แต่ต้องตอบโจทย์อุดมการณ์ ความถูกต้อง และกระแสสังคมไปพร้อม ๆ กัน..
 
 
สำหรับใครยังไม่ได้รับชมแอนิเมชัน Save Ralph สามารถดูได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=G393z8s8nFY
 
 
Visitors: 881,250