รู้หรือไม่ อาจมีแต่เมืองไทยที่ ‘ห้ามกินไก่’ เวลาเป็นเกาต์

รู้หรือไม่ อาจมีแต่เมืองไทยที่ ‘ห้ามกินไก่’ เวลาเป็นเกาต์


.
เราคงเคยได้ยินชื่อ ‘โรคเกาต์’ กันมาบ้าง แม้จะไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไร และเราก็คงจะเคยได้ยินคนพูดเช่นกันว่าคนเป็น ‘โรคเกาต์’ นั้นควร ‘งดกินไก่’ และไปค้นในเว็บด้านสุขภาพของเมืองไทยหลายๆ เว็บ เราก็น่าจะได้รับคำแนะนำแบบเดียวกัน ว่าหนึ่งในอาหารแรกๆ ที่คนเป็นเกาต์ไม่ควรกินคือ ‘เนื้อไก่’ หรือ ‘สัตว์ปีก’
.
แต่รู้ไหมว่าถ้าเป็นในต่างประเทศ ไม่มีใครเขาแนะนำว่าคนเป็นโรคเกาต์ควรจะ ‘งดกินไก่’ เรียกได้ว่าไปลองสืบค้นได้เลยในเว็บภาษาต่างประเทศ ไม่น่าจะมีเว็บใดเลยที่จะแนะนำว่าคนที่เป็นเกาต์ควรจะงดกินเนื้อไก่อย่างเฉพาะเจาะจง ซึ่งจริงๆ ไปค้นจากแหล่งไหนก็ไม่เจอ แต่เราอยากจะยกแหล่งข้อมูลแบบทางการเลย เช่น กรมควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกา (CDC) หรือสำนักงานสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ (NHS) เราก็จะเจอข้อห้ามกินเนื้อสัตว์ดังนี้
.
ของกรมควบคุมโรคสหรัฐอเมริกา ระบุว่า เนื้อสัตว์ที่ไม่ควรจะกินได้แก่ ‘เนื้อแดง เครื่องในสัตว์ และอาหารทะเล’ (ดูได้ที่ https://www.cdc.gov/arthritis/basics/gout.html)
.
ส่วนของสำนักงานสุขภาพแห่งชาติอังกฤษระบุว่า เนื้อสัตว์ที่ไม่ควรกินคือ ‘เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ ไต และอาหารทะเล’ (ดูได้ที่ https://www.nhs.uk/conditions/gout/)
.
จะเห็นว่าในไกด์ไลน์ด้านอาหารของต่างประเทศไม่มีการกล่าวถึง ‘เนื้อไก่’ หรือกระทั่ง ‘สัตว์ปีก’ แบบไกด์ไลน์อาหารในไทยเลย ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? หรือจริงๆ นี่คือความเข้าใจผิดอย่างใหญ่โตของคนไทยในวงกว้าง?
.
ทีนี้ต้องกลับไปดูก่อนว่าโรคเกาต์คืออะไร
.
โรคเกาต์คือโรคไขข้ออักเสบที่เกิดจากการตกตะกอนของกรดยูริค (Uric acid) ในกระแสเลือด ซึ่งสาเหตุที่จะทำให้เกิดภาวะแบบนี้หลักๆ ก็คือ การมีกรดยูริคในเลือดสูงมากไปจนตกตะกอน
.
จริงๆ ร่างกายเราสามารถขับกรดยูริคออกจากร่างกายได้ทางฉี่อยู่แล้ว แต่ประเด็นคือ ความสามารถในการขับกรดยูริคแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน และเกิดจากหลายปัจจัยมากๆ ตั้งแต่พันธุกรรม โรคประจำตัว ฯลฯ ดังนั้นคำแนะนำทั่วไปสำหรับคนที่จะเลี่ยงโรคเกาต์ หรือคนที่เป็นเกาต์อยู่แล้ว จึงเป็นการควบคุมการรับกรดยูริคเข้าไปของร่างกาย หรือพูดง่ายๆ คือ การลดละเลิกอาหารที่มี ‘ยูริคสูง’
.
แล้วอาหารอะไรที่ยูริคสูง? ถ้าเราไปค้น จะพบว่าไม่มีอาหารอะไรเลยที่มี กรดยูริค เป็นส่วนประกอบ
.
อ้าว แล้วกรดยูริคมาจากไหน?
.
คำตอบง่ายๆ คือ มันเกิดจากสารชื่อ พิวรีน (Purine) ที่อยู่ในอาหารแทบทุกอย่าง เมื่อร่างกายรับพิวรีนเข้าไป ร่างกายก็จะเอาไปย่อยสลาย และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างหนึ่งก็คือ กรดยูริค

สุดท้าย สิ่งที่คนเป็นเกาต์ควรเลี่ยงจริงๆ แบบทุกสำนักทั้งไทยและเทศก็บอกเหมือนกันหมดก็คือ พวกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งตรงนี้จะซับซ้อนหน่อย เพราะเอาจริงๆ การกินเบียร์ 1 ลิตรมันทำให้ร่างกายสร้างกรดยูริคประมาณกินเนื้อแดง 1 ขีดเท่านั้น ซึ่งจริงๆ ไม่เยอะ แต่ประเด็นคือ มันไม่ใช่อาหารไง การกินเข้าไปมันไปบวกเพิ่มกรดยูริคที่จะเกิดจากการกินเนื้อสัตว์ปกติที่ต้องกินกันอยู่แล้ว มันเลยทำให้เยอะเกิน (ยังไม่นับว่าคนกินอย่างไม่บันยะบันยังก็จะไม่ได้จบแค่ลิตรเดียว) นอกจากนั้น แอลกอฮอล์ยังทำให้ร่างกายขับกรดยูริคออกทางฉี่ได้น้อยลงอีก ดังนั้นมันเลยเป็นสิ่งที่เขาแนะนำกันว่าควรเลี่ยงถ้าไม่ต้องการใก้กรดยูริคในเลือดสูง
.
อ่านมาถึงตรงนี้อาจสงสัยว่า แล้วความเชื่อของคนไทยที่คนเป็นเกาต์ควรจะ ‘งดไก่’ นั้นโผล่มาได้ยังไง? อาจหาคำตอบชัดเจนไม่ได้ แต่ถ้าให้เดาก็อาจเป็นปัจจัยเชิงพฤติกรรมที่ว่าในอดีต เนื่องจากเนื้อไก่เป็นเนื้อสัตว์ราคาถูกที่สุด คนเลยมีแนวโน้มจะกินในปริมาณมากๆ ไก่เลยตกเป็นจำเลยสำคัญในเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่ในทางวิทยาศาสตร์ คนกินไก่แต่พอเหมาะ น่าจะเสี่ยงเกาต์น้อยกว่าคนที่ไม่กินไก่เพราะกลัวเกาต์ แต่ชอบกินหมูกระทะบุฟเฟต์ หรือชอบกินพวกต้มเครื่องในด้วยซ้ำ
.
ทั้งนี้ ที่เขียนมาทั้งหมด เราไม่ได้พยายามจะบอกว่ากินไก่แล้วจะไม่เป็นเกาต์นะ ไก่เป็นอาหารที่สร้างกรดยูริคปานกลางก็จริง แต่กินเข้าไปเยอะๆ มันก็ทำให้กรดยูริคสูงได้ ประเด็นคือ ถ้าดูตามสารพิวรีนที่กินเข้าไปว่ามันจะเพิ่มความเสี่ยงเกาต์แล้ว ไก่นั้นแทบไม่ได้ต่างอย่างมีนัยสำคัญจากหมู เนื้อ เป็ด กุ้ง หรือกระทั่งเนื้อปลาส่วนใหญ่เลย ดังนั้นถ้าจะเลี่ยงควรเลี่ยงทั้งหมด ไม่ใช่เลี่ยงแค่ไก่ แต่ไปหนักอย่างอื่น แบบนั้นมันไม่ได้ลดความเสี่ยงเลย

ดังนั้นในทางปฏิบติ ถ้าอยากดูว่าอาหารอะไร ‘ยูริคสูง’ ให้ดูว่าอาหารอะไรที่ ‘พิวรีนสูง’ และนี่เป็นสิ่งที่เราค้นในอินเทอร์เน็ตได้ไม่ยากไปกว่าค้นว่าอาหารอะไรให้พลังงานกับเราเท่าไร เรียกได้ว่ามีทั่วอินเทอร์เน็ต หาไม่ยาก (ค้น Google ว่า ‘Purine comparison chart’ ก็เจอ)
.
มาถึงตรงนี้ ถ้าเรามาดูค่าพิวรีนในเนื้อไก่ เราก็จะพบทันทีว่า ค่าพิวรีนในเนื้อไก่นั้นอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น ซึ่งนั่นพอๆ กับเนื้อสัตว์บกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อเป็ด เนื้อกุ้ง ฯลฯ พูดอีกแบบคือ กินเนื้อสัตว์เหล่านี้ไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหน 1 ขีด ร่างกายรับเข้าไปมันจะเกิดกรดยูริคในกระแสเลือดประมาณ 100-150 มิลลิกรัม

พูดง่ายๆ คือ ไม่ว่าจะกินไก่ กินหมู กินเนื้อวัว กินเนื้อเป็ด กินเนื้อกุ้ง ฯลฯ เราก็รับพิวรีนไปพอๆ กันนั่นแหละ นี่คือวิทยาศาสตร์พื้นๆ และเป็นเหตุผลให้โดยทั่วๆ ไป ในต่างประเทศถ้าเขาจะระบุอาหารที่คนเป็นเกาต์ไม่ควรกิน เขาจะบอกว่าให้งด ‘เนื้อแดง’ โดยรวมๆ เลย ไม่ใช่แค่ ‘ไก่’ หรือ ‘สัตว์ปีก’ เพราะไม่ว่าจะเนื้ออะไร กินเข้าไปมันก็ไปเพิ่มกรดยูริคในกระแสเลือดพอๆ กัน การเลี่ยงไก่แล้วหันไปกินหมูกินเนื้อแทนมันไม่ได้ช่วยเลย
.
แต่จริงๆ ในต่างประเทศ เขาก็ไม่นิยมให้งด ‘เนื้อแดง’ ไปเลย แต่ให้กินในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะอาหารพวกนี้มีสารพิวรีนอยู่แค่ระดับปานกลางเท่านั้น มันสามารถคุมปริมาณได้ และในทางปฏิบัติ ถ้าจะจริงจังถึงขนาดงดกินเนื้อสัตว์ที่มีพิวรีนปานกลาง ผลก็คือแทบจะกินเนื้อสัตว์อะไรไม่ได้เลย ต้องไปรับโปรตีนที่จำเป็นจากพืชแทน ซึ่งนั่นเป็นทางออกที่สุดขั้วเกินไปสำหรับคนทั่วไป
.
มาถึงตรงนี้อาจสงสัยว่า ถ้า เป็ด ไก่ หมู เนื้อ นั้นไม่ได้ถือว่าเป็นอาหารที่ ‘ยูริคสูง’ แล้วอาหารอะไรที่มันทำให้ ‘ยูริคสูง’
.
ถ้าจะพูดให้สั้นและง่ายที่สุด บรรดาอาหารที่ยูริคสูงสุดแน่ๆ ก็น่าจะเป็นเครื่องในแทบทุกชนิดของสัตว์ทุกชนิด เพราะเครื่องในสัตว์แต่ละชนิด มีค่าพิวรีนมากกว่าเนื้อสัตว์ชนิดเดียวกันประมาณ 3-4 เท่าเป็นปกติ ตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่น เนื้อหมู 1 ขีด จะสร้างกรดยูริคในกระแสเลือดไม่เกิน 150 มิลลิกรัม แต่พอมาเป็นหัวใจหมูกับตับหมู กินเข้าไป 1 ขีด มันจะไปสร้างกรดยูริคในกระแสเลือดเกิน 500 มิลลิกรัมเลยทีเดียว
.
ดังนั้นการบอกว่า “คนเป็นเกาต์ควรจะเลี่ยงเครื่องใน” อันนี้ถูกในภาพรวมแน่นอน แต่ไม่ใช่แค่เครื่องในไก่เท่านั้น เครื่องในหมู เครื่องในวัว เครื่องในเป็ดควรจะเลี่ยงหมด
.
นอกจากเครื่องใน เนื้อปลาบางชนิด เช่น ปลาซาร์ดีน และปลาทูน่า ก็มีค่าพิวรีนสูงกว่าบรรดา ‘เนื้อแดง’ ของสัตว์บกที่กล่าวมาเป็นเท่าตัว และนี่เป็นสาเหตุให้ในต่างประเทศ อาหารบางอย่างที่เขาแนะนำให้คนเป็นเกาต์ควรเลี่ยงก็คือ ‘ปลากระป๋อง’ (ปลาซาร์ดีนในน้ำมัน 1 ขีด ทำให้เกิดกรดยูริคในกระแสเลือดพอๆ กับตับหมู 1 ขีด ซึ่งถือว่าแทบจะเยอะสุดในบรรดาอาหารที่มนุษย์กินๆ กันแล้ว) หรือกระทั่ง ‘อาหารทะเล’ รวมๆ

 

ที่มา : BrandThink.me
https://www.instagram.com/p/CgUHDHmveYv/

 

Visitors: 876,523