หมอสมองให้ความรู้ ค่าไขมันสูงแค่ไหน ถึงต้องกินยาลดไขมัน
|
หมอสมองให้ความรู้ ค่าไขมันสูงแค่ไหน ถึงต้องกินยาลดไขมัน
ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและสมอง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความรู้เรื่อง ยาลดไขมัน ความว่า ยาลดไขมัน…ถึงเวลาต้องกินหรือยัง?
ตั้งแต่เป็นหมอ รักษา ทั้ง stroke โรคหัวใจ โรคความดัน ไขมันโลหิตสูง (โรคหัวใจนี่ เมื่อก่อนรักษามาก เพราะจบหมออายุรกรรมทั่วไปก่อนเรียนหมอสมอง แต่หลังๆ รักษาน้อยลง)พบว่า กลุ่มคนที่ไขมันในเลือดสูงจะมี 2 กลุ่ม
นี่แหละ บางคน มองยาเป็นตัวอันตราย เลยมี กลุ่ม anti-statin มา แต่ ยาลดไขมันในเลือด มันเป็นพระเอก หากใช้ถูกที่ถูกทางเฉพาะคนนะครับ ตามความเสี่ยง หมอครับ…ผมต้องกินยาลดไขมันหรือยัง? ระดับเท่าไหร่ ถึงต้องกินดูแค่ค่า ไขมันเลว LDL อย่างเดียวไม่ได้ ครับ ต้องดูอย่างอื่นประกอบด้วย แนวทางการรักษาภาวะไขมันในเลือดสูงฉบับใหม่ ปี 2026 ของสมาคมโรคหัวใจสหรัฐอเมริกา (ACC/AHA Multisociety Guideline) ได้เปลี่ยนแนวคิดจาก การรักษาตามตัวเลข LDL ไปสู่ การรักษาตามความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดของแต่ละบุคคล อันนี้เลยสำคัญนะทุกคน กล่าวคือ สิ่งที่แพทย์ต้องการลด ไม่ใช่เพียงตัวเลขไขมันในผลเลือด แต่คือ การลดโอกาสเกิดหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ทำไม LDL จึงสำคัญ?LDL Cholesterol หรือที่หลายคนเรียกว่า “ไขมันเลว” เป็นไขมันที่สามารถแทรกเข้าไปสะสมในผนังหลอดเลือด เกิดเป็นคราบไขมัน (Atherosclerotic Plaque) เมื่อเวลาผ่านไป คราบไขมันจะหนาตัวขึ้น ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ หากคราบไขมันเกิดการแตก จะกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันอย่างเฉียบพลัน ผลที่ตามมาคือ
มาที่ ยาลดไขมัน statin ทำงานอย่างไร?Statin เป็นยาที่ใช้กันทั่วโลกมานานมากๆ แล้ว กว่า 30 ปี และเป็นยาที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนมากที่สุดในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้น ไม่ต้องกลัว แม้ว่า บางคนบอกว่า จะทำให้กล้ามเนื้อมีปัญหา คือหากมีปัญหาก็หยุด ปวดกล้ามเนื้อก็ปรึกษาแพทย์ได้ คือกลไกมัน จะยับยั้งเอนไซม์ HMG-CoA reductase ซึ่งเป็นเอนไซม์หลักในการสร้างคอเลสเตอรอลที่ตับ ดังนั้นเมื่อการสร้างคอเลสเตอรอลลดลง ตับจะเพิ่มจำนวนตัวรับ LDL (LDL Receptors) ทำให้สามารถดึง LDL ออกจากกระแสเลือดได้มากขึ้น ส่งผลให้ระดับ LDL ลดลงได้ประมาณ 30–60% ขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของยา (มันมียาแรงมาก กับแรงปานกลาง) แต่ความพิเศษของ Statin ไม่ได้มีเพียงการลดไขมันเท่านั้น งานวิจัยพบว่า Statin ยังมีคุณสมบัติที่เรียกว่า Pleiotropic Effects หรือ ผลพลอยได้ด้วยครับ อันนี้ว้าวดี แต่ก็รู้มานานแล้ว ว่ามีฤทธิ์ดีอื่นด้วย ได้แก่
กิน Statin ลดความเสี่ยงได้มากแค่ไหน?ตัวเลขง่าย ๆ ทุกการลด LDL ลง 1 mmol/L (ประมาณ 39 mg/dL) สามารถลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดรุนแรงได้ประมาณ 22% นอกจากนี้ยังช่วยลด
ความจำเป็นในการขยายหลอดเลือดหรือผ่าตัดบายพาสหัวใจ แต่ไม่ใช่ทุกคนได้ประโยชน์นี้เท่ากันหมด ยิ่งเสี่ยงสูง ยิ่งกิน ลดความเสี่ยงได้ยิ่งมาก ดังนั้น หากเสี่ยง หมอเลย คะยั้นคะยอให้กินไง ผู้ป่วยเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง ผู้สูบบุหรี่ หรือผู้ที่เคยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองมาก่อน อันนี้ แนะนำ แล้วฉัน ถึงเวลาต้องกินยาหรือยัง?คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับ “ความเสี่ยง” มากกว่าระดับไขมันเพียงอย่างเดียว แนวทางปี 2026 แนะนำให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยรวม (ASCVD Risk Assessment) ร่วมกับปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่
ดังนั้น คนสองคนที่มี LDL เท่ากัน อาจได้รับคำแนะนำที่แตกต่างกัน เพราะมีความเสี่ยงโดยรวมไม่เท่ากัน นั่นเอง ตัวอย่างเช่นชายอายุ 65 ปี เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และสูบบุหรี่ แม้ LDL เพียง 110 mg/dL ก็อาจควรเริ่ม Statin ในขณะที่หญิงอายุ 32 ปี สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว แม้ LDL 150 mg/dL อาจเริ่มจากการปรับพฤติกรรมก่อน และติดตามผลอย่างใกล้ชิด การปรับเปลี่ยนพฤิตกรรมก็ยังสำคัญ ไม่ใช่ ได้กินยาแล้ว งั้น ก็ไปกินหมูกะทะได้ รอวันเจ็บอกได้เลยสิ่งที่ต้องทำควบคู่ คือ
อะไรดี ก็มีคน anti หมดแหละ มันก็จะมี การผุดแนวคิดออกมาต้านยาลดไขมัน กินแล้ว จะเกิดอย่างนั้นอย่างนี้ เราเรียก รวม ๆ ว่า กลุ่ม “Anti-Statin” ประเด็นที่มักถูกกล่าวถึง ได้แก่ อาการปวดกล้ามเนื้อ ผลต่อตับ ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน หรือความเชื่อว่าสามารถรักษาได้ด้วยการรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว ความจริง ยาทุกตัว มันก็มีผลข้างเคียงหมดแหละ จะมากจะน้อยแล้วแต่คน แต่หมอ เราจะดูผลดี และ ผลเสียคู่กันไป คือ Statin มีผลข้างเคียงได้ เช่นเดียวกับยาทุกชนิด แต่ผลข้างเคียงรุนแรงพบได้น้อย และสามารถติดตามหรือปรับเปลี่ยนชนิดยาได้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ ในทางกลับกัน หลักฐานจากการศึกษาที่ติดตามผู้ป่วยหลายแสนคนทั่วโลก ยืนยันชัด สำหรับผู้ที่มีข้อบ่งชี้เหมาะสม ประโยชน์ของ Statin ในการป้องกันหัวใจวาย อัมพาต และการเสียชีวิต มีมากกว่าความเสี่ยงอย่างชัดเจน ดังนั้น จะเชื่ออะไร ก็แวะดูตัวเองหน่อย หากเสี่ยงมาก ก็กินเหอะ ดีกว่าเสียแน่ๆ
ขอบคุณข้อมูลจาก เพจ สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์ |
