เรื่องราวสนุกๆของโลโก้บริษัทยางรถยนต์ Michelin กับพี่มนุษย์ยาง Bibendum

เรื่องราวสนุกๆของโลโก้บริษัทยางรถยนต์ Michelin กับพี่มนุษย์ยาง Bibendum
 
 
เพื่อนๆรู้ไหมว่าเจ้าน้องงมนุษย์ยางสีขาวเป็นวงๆ มีชื่อว่าอะไร ?
 
 
จริงๆคงต้องเรียกว่าพี่มนุษย์ยาง
- จริงๆพี่เค้ามีชื่อว่า Michelin Man หรือ Bibendum (อ่านว่า บีเบ็นดัม) เอ...ก็ตามชื่อหัวข้อเลยเนอะ 5555
- เพื่อนๆรู้อีกไหมว่าพี่ Michelin Man เนี่ย มีดีกรีเป็นถึง The greatest logo of the 20th century เลยเชียวละ
- และจริงๆพี่เค้ามีอายุมากกว่า 100 ปี และเป็นที่รู้จักเกือบ 150 ประเทศด้วยนะ (เอ หรือเราควรเรียกว่าคุณทวดดี) เรียกได้ว่าไม่ว่าใครๆก็สามารถตอบได้ว่า นี่คือแบรนด์อะไร
 
ต้นกำเนิดที่เริ่มจาก 2 พี่น้องชาวฝรั่งเศส
- Michelin กำเนิดมาจาก สองพี่น้อง André และ Édouard ที่ประเทศฝรั่งเศส ในปี 1889
- แต่พี่มนุษย์ยางเนี่ย ถือกำเนิดใน 5 ปีหลังจากนี้ ซึ่งก็คือ 1894 ก็คือสองพี่น้องเค้านึกไอเดียออกว่าถ้าเรานำยางสีขาวมาวางเรียงกันเป็นชั้นๆ
- โดย Andre ได้พยายามที่จะผลักดันโลโก้แบรนด์มนุษย์ยางขึ้นมา โดยนักการ์ตูนชาวฝรั่งเศส Marius Roussillon ซึ่งไม่แน่ใจว่าอันนี้เป็น Poster หนังผีรึเปล่าน้าา
Poster แรกหลังจากที่นักวาดการ์ตูนชาวฝรั่งเศส รังสรรค์ไอเดียมา
- ซึ่งภาพข้างบนนี้ มีสโลแกนฝนภาษาฝรั่งเศสข้างล่างว่า "Michelin คือยางที่กินสิ่งกีดขวางทุกอย่าง"
- อย่างไรก็ดีด้วยภาพและสโลแกนนี้ ทำให้มีความเข้าใจผิดเกิดขึ้นมากมาย เช่น ยาง Michelin เหมาะกับการลุยในถนนที่ลำบาก (ซึ่งจริงๆไม่ใช่นะก้าบบบ)
- แต่สิ่งที่ Michelin เค้าต้องการสื่ออีกอย่างหนึ่งก็คือ Michelin ไม่เกรงกลัวต่อแบรนด์คู่แข่งของเขา (สมัยนั้นคือ Dunlop)
 
แบรนด์ที่มีความเสมือนเป็นมนุษย์เหรอ ?
- ใช่แล้ว ! (อ้าว ถามเองตอบเองซะงั้น) คือ Logo พี่มนุษย์ยาง ก็คือการเลียนแบบเสมือนเป็นคน ซึ่งในสมัยนั้นเนี่ย ไม่มีใครเค้าทำกันหรอก จะมีแต่ 2 พี่น้องเจ้าของแบรนด์ Michelin นี้ละ
- เพราะพวกเค้าต้องการสื่อในเรื่องของอารมณ์มั่นใจให้กับลูกค้า (emotional connection)
- ซึ่งเจ้าความแปลกในการสร้างแบรนด์โลโก้นี้แหละ คือกลยุทธ์หนึ่งที่ Michelin ตั้งใจทำให้ตัวเองมีความ Unique จากยาเจ้าอื่นๆ
- และด้วยไอเดียพี่มนุษย์ยางนี้ เลยทำให้เกิดมนุษย์เสมือนจริงมาอีกมากมายเช่น พี่มนุษย์ลูกกวาด M&M, น้าตัวตลก Ronald Macdonald, น้องแป้ง Pillsbury Doughboy
 
โลโก้เสมือนคน มนุษย์ลูกกวาด MM
 
 
 
 
อุปสรรค และ การพัฒนาของแบรนด์และโลโก้ Michelin
- และแล้วก็มาถึงช่วงขาลง ที่พูดถึงขาลงนี้คือ หมายถึงทั้ง Car Industry เลยนะเพื่อนๆ โดยช่วงต้น ศตวรรษที่ 20 ที่ฝรั่งเศสเนี่ยจำนวนผู้ใช้รถยนต์ รวมถึงผู้ที่สนใจในยางรถยนต์เนี่ยกลับลดลงน้อยมาก น้อยจนทำให้พี่ Michelin man ต้องยืนยิ้มแห้งๆอยู่ข้างปั้มน้ำมันเลยละ
- 2 พี่น้องเริ่มเห็นว่าไม่ได้การแล้ว พวกเราต้องพามนุษย์ยางไปหางานทำอย่างอื่นแล้ว โดยพี่น้องคู่นี้เห็นพ้องต้องกันว่า พวกเราต้องพาน้องมนุษย์ยางไปหางานทำในธุรกิจอื่นๆ ในช่วงที่ Car industry ยังเงียบเหงาแบบนี้
- เริ่มมาซะขนาดนี้ นั้นคงไม่พ้นเรื่องของ Michelin Travel Guide ซึ่งก็จะเป็นการรวมเรื่องราวต่างๆของ โรงแรม สถานที่เที่ยว ร้านอาหาร และ ปั้มน้ำมัน (รวมถึงร้านซ่อมรถต่างๆ ตามทาง) คือเอาง่ายๆ 2 พี่น้องต้องการจะผลักดันให้คนเนี่ย อยากไปเที่ยว จะได้มาซื้อยางเค้าซะที แงแง
- จุดพีคคือ หนังสือนิตยสารเหล่านี้ 2 พี่น้องสั่งพิมพ์ใส่เล่มเป็นอย่างดี แล้ว แจกฟรี จ้าาา ! แจกฟรี !!
 
 
ดีใจด้วยนะขุ่นพี่มนุษย์ยาง มีงานใหม่ซะที งานฟรีด้วย
- พี่มนุษย์เราเริ่ม popular จาก Travel guide มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง Michelin 2 พี่น้องต้องทำการคิดเงินค่าหนังสือแล้วในปี 1920
- แน่นอนว่า 2 พี่น้อง ไม่รอช้า ได้ทำการคิดค้นระบบเรทติ้งการให้ดาวร้านค้า หรือ "Michelin stars" นั้นเองงง ซึ่งจุดมุ่งหมายคือช่วยลูกค้าเลือกร้านอาหาร และแน่นอนว่าอย่างที่เรารู้กันว่าการได้ดาวมาแม้แต่ครึ่งดวงเนี่ย ยากมากๆเลยละ เพราะนอกจาก Chef ที่ทำแล้ว วัตถุดิบและขั้นตอนการทำยังเป็นส่วนสำคัญด้วย
 
 
แหม พอไม่ได้ทำงานฟรีแล้วก็ดูดีขึ้นมาเชียวนะจ้ะพี่ยาง
 
ความโด่งดังขั้นสุดของพี่มนุษย์ยาง Michelin Man
 
- ตามภาพโปรโมทหนัง James Bond ด้านบนเลย ก็เพราะว่า พี่ Michelin ได้รับบทเป็นยางรถยนต์ยานพาหะคู่ใจของมิสเตอร์ Bond นะสิ ! และตัวพี่เจมส์ บอน ก็ยังได้ออกมาเอ่ยปากชมถึงโปสเตอร์นี้ว่า "Bibendum was cool !"
 
Eileen Gray Bibendum Chair
- เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว เก้าอี้ก็เป็นให้จ้า โดย concept ของเก้าอี้ Bibendum ของ Eileen Gray เนี่ย คือ "คุณควรจะได้นั่งเก้าอี้ตัวนี้ เพราะเก้าอี้นี่ได้รับแรงบันดาลใจมากจาก Michelin Man"
- และในปี 2000 นี้เองที่ Michelin Man logo ได้ถูกโหวตว่าให้เป็น The Greatest Logo
- โดย 22 Guru designer ต่างยอมรับว่า นี่เป็นโลโก้แบรน์ที่สามารถยืนอยู่ได้เพียงลำพัง โดยที่ไม่ต้องตกแต่งหรือเพิ่มเติมอะไรเลย เหมือนกับ Nike, Shell และน้า Macdonald
- ขอปิดท้ายด้วย คำพูดจาก 1 ในพี่น้อง Michelin “He’s much more than an advertising tool or corporate logo,” said Édouard Michelin
 
 
ถ้าพูดถึงข้อคิดทางการตลาด เราขอสรุปสั้นๆเลยว่า
1. จุดยืนของแบรนด์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด
2. การปรับตัวให้เข้ากับกระแสความชอบของผู้คนในละยุคสมัย คือสิ่งสำคัญ ถ้าปรับตัวช้า ก้าวไม่ทันเป็นคนแรกไม่เป็นไร แต่ถ้าก้าวช้ากว่าคนอื่นอาจจะไม่ดีเท่าไร
หวังว่าเพื่อนๆคงได้รับสาระ อาหารสมองสนุกๆกันนะ !
 
 
References:
 เรื่องราวของ Michelin ที่เพื่อนๆสามารถอ่านได้เพิ่มเติมจาก SWIWEL - https://www.blockdit.com/articles/5e0eb727410cf16080095eab
เรื่องราวของ Michelin ที่เพื่อนๆสามารถอ่านได้เพิ่มเติมจาก พี่ลงทุนแมน - https://www.blockdit.com/articles/5be93a98648cb00712cf643f
 
ที่อยากรู้เรื่องนี้มากขึ้นก็เพราะว่า รถเราเองใช้ยางของ Michelin อยู่
วันนี้ลงจากรถแล้วได้มีโอกาสมองยางรถตัวเอง
ก่อนหน้านี้เราใช้ยางของ Pirelli ราคาก็พอๆกันกับ Michelin แต่ว่า Michelin ดันมีโปรโมชั่นที่ถูกกว่าพอดีเลยถือโอกาสเปลี่ยนแบรนด์เลย เพียงแต่ Michelin รู้สึกว่าลายหน้ายางจะมีความ sport น้อยกว่า Pirelli
นั้นแหละๆ ทำไมจู่ๆมาเล่าเรื่องของตัวเองยาวนะ 5555
เอางี้เลย เดี๋ยวจะเริ่มการย่อยเรื่องราวของโลโก้แบรนด์ Michelin กันเลย !
 
เพื่อนๆรู้ไหมว่าเจ้าน้องงมนุษย์ยางสีขาวเป็นวงๆ มีชื่อว่าอะไร ?
จริงๆคงต้องเรียกว่าพี่มนุษย์ยาง
- จริงๆพี่เค้ามีชื่อว่า Michelin Man หรือ Bibendum (อ่านว่า บีเบ็นดัม) เอ...ก็ตามชื่อหัวข้อเลยเนอะ 5555
- เพื่อนๆรู้อีกไหมว่าพี่ Michelin Man เนี่ย มีดีกรีเป็นถึง The greatest logo of the 20th century เลยเชียวละ
- และจริงๆพี่เค้ามีอายุมากกว่า 100 ปี และเป็นที่รู้จักเกือบ 150 ประเทศด้วยนะ (เอ หรือเราควรเรียกว่าคุณทวดดี) เรียกได้ว่าไม่ว่าใครๆก็สามารถตอบได้ว่า นี่คือแบรนด์อะไร
 
ต้นกำเนิดที่เริ่มจาก 2 พี่น้องชาวฝรั่งเศส
- Michelin กำเนิดมาจาก สองพี่น้อง André และ Édouard ที่ประเทศฝรั่งเศส ในปี 1889
- แต่พี่มนุษย์ยางเนี่ย ถือกำเนิดใน 5 ปีหลังจากนี้ ซึ่งก็คือ 1894 ก็คือสองพี่น้องเค้านึกไอเดียออกว่าถ้าเรานำยางสีขาวมาวางเรียงกันเป็นชั้นๆ
- โดย Andre ได้พยายามที่จะผลักดันโลโก้แบรนด์มนุษย์ยางขึ้นมา โดยนักการ์ตูนชาวฝรั่งเศส Marius Roussillon ซึ่งไม่แน่ใจว่าอันนี้เป็น Poster หนังผีรึเปล่าน้าา
Poster แรกหลังจากที่นักวาดการ์ตูนชาวฝรั่งเศส รังสรรค์ไอเดียมา
- ซึ่งภาพข้างบนนี้ มีสโลแกนฝนภาษาฝรั่งเศสข้างล่างว่า "Michelin คือยางที่กินสิ่งกีดขวางทุกอย่าง"
- อย่างไรก็ดีด้วยภาพและสโลแกนนี้ ทำให้มีความเข้าใจผิดเกิดขึ้นมากมาย เช่น ยาง Michelin เหมาะกับการลุยในถนนที่ลำบาก (ซึ่งจริงๆไม่ใช่นะก้าบบบ)
- แต่สิ่งที่ Michelin เค้าต้องการสื่ออีกอย่างหนึ่งก็คือ Michelin ไม่เกรงกลัวต่อแบรนด์คู่แข่งของเขา (สมัยนั้นคือ Dunlop)
 
แบรนด์ที่มีความเสมือนเป็นมนุษย์เหรอ ?
- ใช่แล้ว ! (อ้าว ถามเองตอบเองซะงั้น) คือ Logo พี่มนุษย์ยาง ก็คือการเลียนแบบเสมือนเป็นคน ซึ่งในสมัยนั้นเนี่ย ไม่มีใครเค้าทำกันหรอก จะมีแต่ 2 พี่น้องเจ้าของแบรนด์ Michelin นี้ละ
- เพราะพวกเค้าต้องการสื่อในเรื่องของอารมณ์มั่นใจให้กับลูกค้า (emotional connection)
- ซึ่งเจ้าความแปลกในการสร้างแบรนด์โลโก้นี้แหละ คือกลยุทธ์หนึ่งที่ Michelin ตั้งใจทำให้ตัวเองมีความ Unique จากยาเจ้าอื่นๆ
- และด้วยไอเดียพี่มนุษย์ยางนี้ เลยทำให้เกิดมนุษย์เสมือนจริงมาอีกมากมายเช่น พี่มนุษย์ลูกกวาด M&M, น้าตัวตลก Ronald Macdonald, น้องแป้ง Pillsbury Doughboy
โลโก้เสมือนคน มนุษย์ลูกกวาด MM
อันนี้เราฮาอะ เลยอยากเอามาลง 555 ตัวจริงของน้องแป้งขนมปังนี่คือ ด้านซ้ายน้า (ถ้าด้านขวานี่ สงสัยฟันจะหักก่อน Lean body เกิน แงงง)
โอเค ก่อนที่จะเริ่มกาวกันไปมากกว่านี้ เราตัดมาหัวข้อถัดไปกันเลยดีกว่า
 
อุปสรรค และ การพัฒนาของแบรนด์และโลโก้ Michelin
- และแล้วก็มาถึงช่วงขาลง ที่พูดถึงขาลงนี้คือ หมายถึงทั้ง Car Industry เลยนะเพื่อนๆ โดยช่วงต้น ศตวรรษที่ 20 ที่ฝรั่งเศสเนี่ยจำนวนผู้ใช้รถยนต์ รวมถึงผู้ที่สนใจในยางรถยนต์เนี่ยกลับลดลงน้อยมาก น้อยจนทำให้พี่ Michelin man ต้องยืนยิ้มแห้งๆอยู่ข้างปั้มน้ำมันเลยละ
- 2 พี่น้องเริ่มเห็นว่าไม่ได้การแล้ว พวกเราต้องพามนุษย์ยางไปหางานทำอย่างอื่นแล้ว โดยพี่น้องคู่นี้เห็นพ้องต้องกันว่า พวกเราต้องพาน้องมนุษย์ยางไปหางานทำในธุรกิจอื่นๆ ในช่วงที่ Car industry ยังเงียบเหงาแบบนี้
- เริ่มมาซะขนาดนี้ นั้นคงไม่พ้นเรื่องของ Michelin Travel Guide ซึ่งก็จะเป็นการรวมเรื่องราวต่างๆของ โรงแรม สถานที่เที่ยว ร้านอาหาร และ ปั้มน้ำมัน (รวมถึงร้านซ่อมรถต่างๆ ตามทาง) คือเอาง่ายๆ 2 พี่น้องต้องการจะผลักดันให้คนเนี่ย อยากไปเที่ยว จะได้มาซื้อยางเค้าซะที แงแง
- จุดพีคคือ หนังสือนิตยสารเหล่านี้ 2 พี่น้องสั่งพิมพ์ใส่เล่มเป็นอย่างดี แล้ว แจกฟรี จ้าาา ! แจกฟรี !!
ดีใจด้วยนะขุ่นพี่มนุษย์ยาง มีงานใหม่ซะที งานฟรีด้วย
- พี่มนุษย์เราเริ่ม popular จาก Travel guide มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง Michelin 2 พี่น้องต้องทำการคิดเงินค่าหนังสือแล้วในปี 1920
- แน่นอนว่า 2 พี่น้อง ไม่รอช้า ได้ทำการคิดค้นระบบเรทติ้งการให้ดาวร้านค้า หรือ "Michelin stars" นั้นเองงง ซึ่งจุดมุ่งหมายคือช่วยลูกค้าเลือกร้านอาหาร และแน่นอนว่าอย่างที่เรารู้กันว่าการได้ดาวมาแม้แต่ครึ่งดวงเนี่ย ยากมากๆเลยละ เพราะนอกจาก Chef ที่ทำแล้ว วัตถุดิบและขั้นตอนการทำยังเป็นส่วนสำคัญด้วย
แหม พอไม่ได้ทำงานฟรีแล้วก็ดูดีขึ้นมาเชียวนะจ้ะพี่ยาง
 
ความโด่งดังขั้นสุดของพี่มนุษย์ยาง Michelin Man
- ตามภาพโปรโมทหนัง James Bond ด้านบนเลย ก็เพราะว่า พี่ Michelin ได้รับบทเป็นยางรถยนต์ยานพาหะคู่ใจของมิสเตอร์ Bond นะสิ ! และตัวพี่เจมส์ บอน ก็ยังได้ออกมาเอ่ยปากชมถึงโปสเตอร์นี้ว่า "Bibendum was cool !"
Eileen Gray Bibendum Chair
- เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว เก้าอี้ก็เป็นให้จ้า โดย concept ของเก้าอี้ Bibendum ของ Eileen Gray เนี่ย คือ "คุณควรจะได้นั่งเก้าอี้ตัวนี้ เพราะเก้าอี้นี่ได้รับแรงบันดาลใจมากจาก Michelin Man"
- และในปี 2000 นี้เองที่ Michelin Man logo ได้ถูกโหวตว่าให้เป็น The Greatest Logo
- โดย 22 Guru designer ต่างยอมรับว่า นี่เป็นโลโก้แบรน์ที่สามารถยืนอยู่ได้เพียงลำพัง โดยที่ไม่ต้องตกแต่งหรือเพิ่มเติมอะไรเลย เหมือนกับ Nike, Shell และน้า Macdonald
- ขอปิดท้ายด้วย คำพูดจาก 1 ในพี่น้อง Michelin “He’s much more than an advertising tool or corporate logo,” said Édouard Michelin
 
จบแล้วจ้าา จริงๆก็เรียกได้ว่าเป็นเรื่องราวการผจญภัยของพี่มนุษย์ยางเลยดีกว่า (จริงๆเค้าไม่ผจญภัยขนาดนั้นหรอก เราก็เขียนพาเค้าไปทางนั้นเองนะแหละ แห่ะๆ แต่ตอนเราอ่านศึกษา มันก็ดูให้กลิ่นอายแบบนั้นจริงๆนะ)
ถ้าพูดถึงข้อคิดทางการตลาด เราขอสรุปัสั้นๆเลยว่า
1. จุดยืนของแบรนด์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด
2. การปรับตัวให้เข้ากับกระแสความชอบของผู้คนในละยุคสมัย คือสิ่งสำคัญ ถ้าปรับตัวช้า ก้าวไม่ทันเป็นคนแรกไม่เป็นไร แต่ถ้าก้าวช้ากว่าคนอื่นอาจจะไม่ดีเท่าไร
หวังว่าเพื่อนๆคงได้รับสาระ อาหารสมองสนุกๆกันนะ !
 
References:
 เรื่องราวของ Michelin ที่เพื่อนๆสามารถอ่านได้เพิ่มเติมจาก SWIWEL - https://www.blockdit.com/articles/5e0eb727410cf16080095eab
เรื่องราวของ Michelin ที่เพื่อนๆสามารถอ่านได้เพิ่มเติมจาก พี่ลงทุนแมน - https://www.blockdit.com/articles/5be93a98648cb00712cf643f
ที่อยากรู้เรื่องนี้มากขึ้นก็เพราะว่า รถเราเองใช้ยางของ Michelin อยู่
วันนี้ลงจากรถแล้วได้มีโอกาสมองยางรถตัวเอง
ก่อนหน้านี้เราใช้ยางของ Pirelli ราคาก็พอๆกันกับ Michelin แต่ว่า Michelin ดันมีโปรโมชั่นที่ถูกกว่าพอดีเลยถือโอกาสเปลี่ยนแบรนด์เลย เพียงแต่ Michelin รู้สึกว่าลายหน้ายางจะมีความ sport น้อยกว่า Pirelli
นั้นแหละๆ ทำไมจู่ๆมาเล่าเรื่องของตัวเองยาวนะ 5555
เอางี้เลย เดี๋ยวจะเริ่มการย่อยเรื่องราวของโลโก้แบรนด์ Michelin กันเลย !
 
เพื่อนๆรู้ไหมว่าเจ้าน้องงมนุษย์ยางสีขาวเป็นวงๆ มีชื่อว่าอะไร ?
จริงๆคงต้องเรียกว่าพี่มนุษย์ยาง
- จริงๆพี่เค้ามีชื่อว่า Michelin Man หรือ Bibendum (อ่านว่า บีเบ็นดัม) เอ...ก็ตามชื่อหัวข้อเลยเนอะ 5555
- เพื่อนๆรู้อีกไหมว่าพี่ Michelin Man เนี่ย มีดีกรีเป็นถึง The greatest logo of the 20th century เลยเชียวละ
- และจริงๆพี่เค้ามีอายุมากกว่า 100 ปี และเป็นที่รู้จักเกือบ 150 ประเทศด้วยนะ (เอ หรือเราควรเรียกว่าคุณทวดดี) เรียกได้ว่าไม่ว่าใครๆก็สามารถตอบได้ว่า นี่คือแบรนด์อะไร
 
ต้นกำเนิดที่เริ่มจาก 2 พี่น้องชาวฝรั่งเศส
- Michelin กำเนิดมาจาก สองพี่น้อง André และ Édouard ที่ประเทศฝรั่งเศส ในปี 1889
- แต่พี่มนุษย์ยางเนี่ย ถือกำเนิดใน 5 ปีหลังจากนี้ ซึ่งก็คือ 1894 ก็คือสองพี่น้องเค้านึกไอเดียออกว่าถ้าเรานำยางสีขาวมาวางเรียงกันเป็นชั้นๆ
- โดย Andre ได้พยายามที่จะผลักดันโลโก้แบรนด์มนุษย์ยางขึ้นมา โดยนักการ์ตูนชาวฝรั่งเศส Marius Roussillon ซึ่งไม่แน่ใจว่าอันนี้เป็น Poster หนังผีรึเปล่าน้าา
Poster แรกหลังจากที่นักวาดการ์ตูนชาวฝรั่งเศส รังสรรค์ไอเดียมา
- ซึ่งภาพข้างบนนี้ มีสโลแกนฝนภาษาฝรั่งเศสข้างล่างว่า "Michelin คือยางที่กินสิ่งกีดขวางทุกอย่าง"
- อย่างไรก็ดีด้วยภาพและสโลแกนนี้ ทำให้มีความเข้าใจผิดเกิดขึ้นมากมาย เช่น ยาง Michelin เหมาะกับการลุยในถนนที่ลำบาก (ซึ่งจริงๆไม่ใช่นะก้าบบบ)
- แต่สิ่งที่ Michelin เค้าต้องการสื่ออีกอย่างหนึ่งก็คือ Michelin ไม่เกรงกลัวต่อแบรนด์คู่แข่งของเขา (สมัยนั้นคือ Dunlop)
 
แบรนด์ที่มีความเสมือนเป็นมนุษย์เหรอ ?
- ใช่แล้ว ! (อ้าว ถามเองตอบเองซะงั้น) คือ Logo พี่มนุษย์ยาง ก็คือการเลียนแบบเสมือนเป็นคน ซึ่งในสมัยนั้นเนี่ย ไม่มีใครเค้าทำกันหรอก จะมีแต่ 2 พี่น้องเจ้าของแบรนด์ Michelin นี้ละ
- เพราะพวกเค้าต้องการสื่อในเรื่องของอารมณ์มั่นใจให้กับลูกค้า (emotional connection)
- ซึ่งเจ้าความแปลกในการสร้างแบรนด์โลโก้นี้แหละ คือกลยุทธ์หนึ่งที่ Michelin ตั้งใจทำให้ตัวเองมีความ Unique จากยาเจ้าอื่นๆ
- และด้วยไอเดียพี่มนุษย์ยางนี้ เลยทำให้เกิดมนุษย์เสมือนจริงมาอีกมากมายเช่น พี่มนุษย์ลูกกวาด M&M, น้าตัวตลก Ronald Macdonald, น้องแป้ง Pillsbury Doughboy
โลโก้เสมือนคน มนุษย์ลูกกวาด MM
อันนี้เราฮาอะ เลยอยากเอามาลง 555 ตัวจริงของน้องแป้งขนมปังนี่คือ ด้านซ้ายน้า (ถ้าด้านขวานี่ สงสัยฟันจะหักก่อน Lean body เกิน แงงง)
โอเค ก่อนที่จะเริ่มกาวกันไปมากกว่านี้ เราตัดมาหัวข้อถัดไปกันเลยดีกว่า
 
อุปสรรค และ การพัฒนาของแบรนด์และโลโก้ Michelin
- และแล้วก็มาถึงช่วงขาลง ที่พูดถึงขาลงนี้คือ หมายถึงทั้ง Car Industry เลยนะเพื่อนๆ โดยช่วงต้น ศตวรรษที่ 20 ที่ฝรั่งเศสเนี่ยจำนวนผู้ใช้รถยนต์ รวมถึงผู้ที่สนใจในยางรถยนต์เนี่ยกลับลดลงน้อยมาก น้อยจนทำให้พี่ Michelin man ต้องยืนยิ้มแห้งๆอยู่ข้างปั้มน้ำมันเลยละ
- 2 พี่น้องเริ่มเห็นว่าไม่ได้การแล้ว พวกเราต้องพามนุษย์ยางไปหางานทำอย่างอื่นแล้ว โดยพี่น้องคู่นี้เห็นพ้องต้องกันว่า พวกเราต้องพาน้องมนุษย์ยางไปหางานทำในธุรกิจอื่นๆ ในช่วงที่ Car industry ยังเงียบเหงาแบบนี้
- เริ่มมาซะขนาดนี้ นั้นคงไม่พ้นเรื่องของ Michelin Travel Guide ซึ่งก็จะเป็นการรวมเรื่องราวต่างๆของ โรงแรม สถานที่เที่ยว ร้านอาหาร และ ปั้มน้ำมัน (รวมถึงร้านซ่อมรถต่างๆ ตามทาง) คือเอาง่ายๆ 2 พี่น้องต้องการจะผลักดันให้คนเนี่ย อยากไปเที่ยว จะได้มาซื้อยางเค้าซะที แงแง
- จุดพีคคือ หนังสือนิตยสารเหล่านี้ 2 พี่น้องสั่งพิมพ์ใส่เล่มเป็นอย่างดี แล้ว แจกฟรี จ้าาา ! แจกฟรี !!
ดีใจด้วยนะขุ่นพี่มนุษย์ยาง มีงานใหม่ซะที งานฟรีด้วย
- พี่มนุษย์เราเริ่ม popular จาก Travel guide มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง Michelin 2 พี่น้องต้องทำการคิดเงินค่าหนังสือแล้วในปี 1920
- แน่นอนว่า 2 พี่น้อง ไม่รอช้า ได้ทำการคิดค้นระบบเรทติ้งการให้ดาวร้านค้า หรือ "Michelin stars" นั้นเองงง ซึ่งจุดมุ่งหมายคือช่วยลูกค้าเลือกร้านอาหาร และแน่นอนว่าอย่างที่เรารู้กันว่าการได้ดาวมาแม้แต่ครึ่งดวงเนี่ย ยากมากๆเลยละ เพราะนอกจาก Chef ที่ทำแล้ว วัตถุดิบและขั้นตอนการทำยังเป็นส่วนสำคัญด้วย
แหม พอไม่ได้ทำงานฟรีแล้วก็ดูดีขึ้นมาเชียวนะจ้ะพี่ยาง
 
ความโด่งดังขั้นสุดของพี่มนุษย์ยาง Michelin Man
- ตามภาพโปรโมทหนัง James Bond ด้านบนเลย ก็เพราะว่า พี่ Michelin ได้รับบทเป็นยางรถยนต์ยานพาหะคู่ใจของมิสเตอร์ Bond นะสิ ! และตัวพี่เจมส์ บอน ก็ยังได้ออกมาเอ่ยปากชมถึงโปสเตอร์นี้ว่า "Bibendum was cool !"
Eileen Gray Bibendum Chair
- เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว เก้าอี้ก็เป็นให้จ้า โดย concept ของเก้าอี้ Bibendum ของ Eileen Gray เนี่ย คือ "คุณควรจะได้นั่งเก้าอี้ตัวนี้ เพราะเก้าอี้นี่ได้รับแรงบันดาลใจมากจาก Michelin Man"
- และในปี 2000 นี้เองที่ Michelin Man logo ได้ถูกโหวตว่าให้เป็น The Greatest Logo
- โดย 22 Guru designer ต่างยอมรับว่า นี่เป็นโลโก้แบรน์ที่สามารถยืนอยู่ได้เพียงลำพัง โดยที่ไม่ต้องตกแต่งหรือเพิ่มเติมอะไรเลย เหมือนกับ Nike, Shell และน้า Macdonald
- ขอปิดท้ายด้วย คำพูดจาก 1 ในพี่น้อง Michelin “He’s much more than an advertising tool or corporate logo,” said Édouard Michelin
 
จบแล้วจ้าา จริงๆก็เรียกได้ว่าเป็นเรื่องราวการผจญภัยของพี่มนุษย์ยางเลยดีกว่า (จริงๆเค้าไม่ผจญภัยขนาดนั้นหรอก เราก็เขียนพาเค้าไปทางนั้นเองนะแหละ แห่ะๆ แต่ตอนเราอ่านศึกษา มันก็ดูให้กลิ่นอายแบบนั้นจริงๆนะ)
ถ้าพูดถึงข้อคิดทางการตลาด เราขอสรุปัสั้นๆเลยว่า
1. จุดยืนของแบรนด์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด
2. การปรับตัวให้เข้ากับกระแสความชอบของผู้คนในละยุคสมัย คือสิ่งสำคัญ ถ้าปรับตัวช้า ก้าวไม่ทันเป็นคนแรกไม่เป็นไร แต่ถ้าก้าวช้ากว่าคนอื่นอาจจะไม่ดีเท่าไร
หวังว่าเพื่อนๆคงได้รับสาระ อาหารสมองสนุกๆกันนะ !
 
References:
 เรื่องราวของ Michelin ที่เพื่อนๆสามารถอ่านได้เพิ่มเติมจาก SWIWEL - https://www.blockdit.com/articles/5e0eb727410cf16080095eab
เรื่องราวของ Michelin ที่เพื่อนๆสามารถอ่านได้เพิ่มเติมจาก พี่ลงทุนแมน - https://www.blockdit.com/articles/5be93a98648cb00712cf643f
ที่อยากรู้เรื่องนี้มากขึ้นก็เพราะว่า รถเราเองใช้ยางของ Michelin อยู่
วันนี้ลงจากรถแล้วได้มีโอกาสมองยางรถตัวเอง
ก่อนหน้านี้เราใช้ยางของ Pirelli ราคาก็พอๆกันกับ Michelin แต่ว่า Michelin ดันมีโปรโมชั่นที่ถูกกว่าพอดีเลยถือโอกาสเปลี่ยนแบรนด์เลย เพียงแต่ Michelin รู้สึกว่าลายหน้ายางจะมีความ sport น้อยกว่า Pirelli
นั้นแหละๆ ทำไมจู่ๆมาเล่าเรื่องของตัวเองยาวนะ 5555
เอางี้เลย เดี๋ยวจะเริ่มการย่อยเรื่องราวของโลโก้แบรนด์ Michelin กันเลย !
 
เพื่อนๆรู้ไหมว่าเจ้าน้องงมนุษย์ยางสีขาวเป็นวงๆ มีชื่อว่าอะไร ?
จริงๆคงต้องเรียกว่าพี่มนุษย์ยาง
- จริงๆพี่เค้ามีชื่อว่า Michelin Man หรือ Bibendum (อ่านว่า บีเบ็นดัม) เอ...ก็ตามชื่อหัวข้อเลยเนอะ 5555
- เพื่อนๆรู้อีกไหมว่าพี่ Michelin Man เนี่ย มีดีกรีเป็นถึง The greatest logo of the 20th century เลยเชียวละ
- และจริงๆพี่เค้ามีอายุมากกว่า 100 ปี และเป็นที่รู้จักเกือบ 150 ประเทศด้วยนะ (เอ หรือเราควรเรียกว่าคุณทวดดี) เรียกได้ว่าไม่ว่าใครๆก็สามารถตอบได้ว่า นี่คือแบรนด์อะไร
 
ต้นกำเนิดที่เริ่มจาก 2 พี่น้องชาวฝรั่งเศส
- Michelin กำเนิดมาจาก สองพี่น้อง André และ Édouard ที่ประเทศฝรั่งเศส ในปี 1889
- แต่พี่มนุษย์ยางเนี่ย ถือกำเนิดใน 5 ปีหลังจากนี้ ซึ่งก็คือ 1894 ก็คือสองพี่น้องเค้านึกไอเดียออกว่าถ้าเรานำยางสีขาวมาวางเรียงกันเป็นชั้นๆ
- โดย Andre ได้พยายามที่จะผลักดันโลโก้แบรนด์มนุษย์ยางขึ้นมา โดยนักการ์ตูนชาวฝรั่งเศส Marius Roussillon ซึ่งไม่แน่ใจว่าอันนี้เป็น Poster หนังผีรึเปล่าน้าา
Poster แรกหลังจากที่นักวาดการ์ตูนชาวฝรั่งเศส รังสรรค์ไอเดียมา
- ซึ่งภาพข้างบนนี้ มีสโลแกนฝนภาษาฝรั่งเศสข้างล่างว่า "Michelin คือยางที่กินสิ่งกีดขวางทุกอย่าง"
- อย่างไรก็ดีด้วยภาพและสโลแกนนี้ ทำให้มีความเข้าใจผิดเกิดขึ้นมากมาย เช่น ยาง Michelin เหมาะกับการลุยในถนนที่ลำบาก (ซึ่งจริงๆไม่ใช่นะก้าบบบ)
- แต่สิ่งที่ Michelin เค้าต้องการสื่ออีกอย่างหนึ่งก็คือ Michelin ไม่เกรงกลัวต่อแบรนด์คู่แข่งของเขา (สมัยนั้นคือ Dunlop)
 
แบรนด์ที่มีความเสมือนเป็นมนุษย์เหรอ ?
- ใช่แล้ว ! (อ้าว ถามเองตอบเองซะงั้น) คือ Logo พี่มนุษย์ยาง ก็คือการเลียนแบบเสมือนเป็นคน ซึ่งในสมัยนั้นเนี่ย ไม่มีใครเค้าทำกันหรอก จะมีแต่ 2 พี่น้องเจ้าของแบรนด์ Michelin นี้ละ
- เพราะพวกเค้าต้องการสื่อในเรื่องของอารมณ์มั่นใจให้กับลูกค้า (emotional connection)
- ซึ่งเจ้าความแปลกในการสร้างแบรนด์โลโก้นี้แหละ คือกลยุทธ์หนึ่งที่ Michelin ตั้งใจทำให้ตัวเองมีความ Unique จากยาเจ้าอื่นๆ
- และด้วยไอเดียพี่มนุษย์ยางนี้ เลยทำให้เกิดมนุษย์เสมือนจริงมาอีกมากมายเช่น พี่มนุษย์ลูกกวาด M&M, น้าตัวตลก Ronald Macdonald, น้องแป้ง Pillsbury Doughboy
โลโก้เสมือนคน มนุษย์ลูกกวาด MM
อันนี้เราฮาอะ เลยอยากเอามาลง 555 ตัวจริงของน้องแป้งขนมปังนี่คือ ด้านซ้ายน้า (ถ้าด้านขวานี่ สงสัยฟันจะหักก่อน Lean body เกิน แงงง)
โอเค ก่อนที่จะเริ่มกาวกันไปมากกว่านี้ เราตัดมาหัวข้อถัดไปกันเลยดีกว่า
 
อุปสรรค และ การพัฒนาของแบรนด์และโลโก้ Michelin
- และแล้วก็มาถึงช่วงขาลง ที่พูดถึงขาลงนี้คือ หมายถึงทั้ง Car Industry เลยนะเพื่อนๆ โดยช่วงต้น ศตวรรษที่ 20 ที่ฝรั่งเศสเนี่ยจำนวนผู้ใช้รถยนต์ รวมถึงผู้ที่สนใจในยางรถยนต์เนี่ยกลับลดลงน้อยมาก น้อยจนทำให้พี่ Michelin man ต้องยืนยิ้มแห้งๆอยู่ข้างปั้มน้ำมันเลยละ
- 2 พี่น้องเริ่มเห็นว่าไม่ได้การแล้ว พวกเราต้องพามนุษย์ยางไปหางานทำอย่างอื่นแล้ว โดยพี่น้องคู่นี้เห็นพ้องต้องกันว่า พวกเราต้องพาน้องมนุษย์ยางไปหางานทำในธุรกิจอื่นๆ ในช่วงที่ Car industry ยังเงียบเหงาแบบนี้
- เริ่มมาซะขนาดนี้ นั้นคงไม่พ้นเรื่องของ Michelin Travel Guide ซึ่งก็จะเป็นการรวมเรื่องราวต่างๆของ โรงแรม สถานที่เที่ยว ร้านอาหาร และ ปั้มน้ำมัน (รวมถึงร้านซ่อมรถต่างๆ ตามทาง) คือเอาง่ายๆ 2 พี่น้องต้องการจะผลักดันให้คนเนี่ย อยากไปเที่ยว จะได้มาซื้อยางเค้าซะที แงแง
- จุดพีคคือ หนังสือนิตยสารเหล่านี้ 2 พี่น้องสั่งพิมพ์ใส่เล่มเป็นอย่างดี แล้ว แจกฟรี จ้าาา ! แจกฟรี !!
ดีใจด้วยนะขุ่นพี่มนุษย์ยาง มีงานใหม่ซะที งานฟรีด้วย
- พี่มนุษย์เราเริ่ม popular จาก Travel guide มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง Michelin 2 พี่น้องต้องทำการคิดเงินค่าหนังสือแล้วในปี 1920
- แน่นอนว่า 2 พี่น้อง ไม่รอช้า ได้ทำการคิดค้นระบบเรทติ้งการให้ดาวร้านค้า หรือ "Michelin stars" นั้นเองงง ซึ่งจุดมุ่งหมายคือช่วยลูกค้าเลือกร้านอาหาร และแน่นอนว่าอย่างที่เรารู้กันว่าการได้ดาวมาแม้แต่ครึ่งดวงเนี่ย ยากมากๆเลยละ เพราะนอกจาก Chef ที่ทำแล้ว วัตถุดิบและขั้นตอนการทำยังเป็นส่วนสำคัญด้วย
แหม พอไม่ได้ทำงานฟรีแล้วก็ดูดีขึ้นมาเชียวนะจ้ะพี่ยาง
 
ความโด่งดังขั้นสุดของพี่มนุษย์ยาง Michelin Man
- ตามภาพโปรโมทหนัง James Bond ด้านบนเลย ก็เพราะว่า พี่ Michelin ได้รับบทเป็นยางรถยนต์ยานพาหะคู่ใจของมิสเตอร์ Bond นะสิ ! และตัวพี่เจมส์ บอน ก็ยังได้ออกมาเอ่ยปากชมถึงโปสเตอร์นี้ว่า "Bibendum was cool !"
Eileen Gray Bibendum Chair
- เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว เก้าอี้ก็เป็นให้จ้า โดย concept ของเก้าอี้ Bibendum ของ Eileen Gray เนี่ย คือ "คุณควรจะได้นั่งเก้าอี้ตัวนี้ เพราะเก้าอี้นี่ได้รับแรงบันดาลใจมากจาก Michelin Man"
- และในปี 2000 นี้เองที่ Michelin Man logo ได้ถูกโหวตว่าให้เป็น The Greatest Logo
- โดย 22 Guru designer ต่างยอมรับว่า นี่เป็นโลโก้แบรน์ที่สามารถยืนอยู่ได้เพียงลำพัง โดยที่ไม่ต้องตกแต่งหรือเพิ่มเติมอะไรเลย เหมือนกับ Nike, Shell และน้า Macdonald
- ขอปิดท้ายด้วย คำพูดจาก 1 ในพี่น้อง Michelin “He’s much more than an advertising tool or corporate logo,” said Édouard Michelin
 
จบแล้วจ้าา จริงๆก็เรียกได้ว่าเป็นเรื่องราวการผจญภัยของพี่มนุษย์ยางเลยดีกว่า (จริงๆเค้าไม่ผจญภัยขนาดนั้นหรอก เราก็เขียนพาเค้าไปทางนั้นเองนะแหละ แห่ะๆ แต่ตอนเราอ่านศึกษา มันก็ดูให้กลิ่นอายแบบนั้นจริงๆนะ)
ถ้าพูดถึงข้อคิดทางการตลาด เราขอสรุปัสั้นๆเลยว่า
1. จุดยืนของแบรนด์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด
2. การปรับตัวให้เข้ากับกระแสความชอบของผู้คนในละยุคสมัย คือสิ่งสำคัญ ถ้าปรับตัวช้า ก้าวไม่ทันเป็นคนแรกไม่เป็นไร แต่ถ้าก้าวช้ากว่าคนอื่นอาจจะไม่ดีเท่าไร
หวังว่าเพื่อนๆคงได้รับสาระ อาหารสมองสนุกๆกันนะ !
 
References:
 เรื่องราวของ Michelin ที่เพื่อนๆสามารถอ่านได้เพิ่มเติมจาก SWIWEL - https://www.blockdit.com/articles/5e0eb727410cf16080095eab
เรื่องราวของ Michelin ที่เพื่อนๆสามารถอ่านได้เพิ่มเติมจาก พี่ลงทุนแมน - https://www.blockdit.com/articles/5be93a98648cb00712cf643f
Visitors: 258,163