รู้จักผู้คิดค้นวัคซีน 'ไฟเซอร์' อูเกอร์ ซาฮิน

รู้จักผู้คิดค้นวัคซีน 'ไฟเซอร์' อูเกอร์ ซาฮิน

รู้จักผู้คิดค้นวัคซีน 'ไฟเซอร์' อูเกอร์ ซาฮิน
9 พฤษภาคม 2564 | โดย บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ | คอลัมน์ มุมคิดธนกิจ
 

ในช่วงเวลานี้คงได้ยินชื่อของ "ไฟเซอร์" วัคซีนต้านโควิดกันค่อนข้างบ่อย เนื่องจากวัคซีนนับเป็นความหวังสำคัญของโลกในวิกฤติโรคระบาดครั้งนี้ แต่วันนี้จะพาไปรู้จักกับ "อูเกอร์ ซาฮิน" บุคคลหลักผู้อยู่เบื้องหลังการคิดค้นวัคซีนของ Pfizer/BioNTech กันบ้าง

 

"บางครั้งสถานการณ์…ก็สามารถสร้างวีรบุรุษ" วลีนี้ดูจะไม่เกินเลยไปที่จะกล่าวถึงบุคคลหลักผู้อยู่เบื้องหลังการคิดค้นวัคซีนต้านโควิดของ Pfizer/BioNTech นามว่า ดร.อูเกอร์ ซาฮิน เจ้าของบริษัท BioNTech

ซาฮิน เป็นชาวเยอรมันที่พ่อแม่อพยพมาจากตุรกี เริ่มต้นจากการเรียนด้านแพทย์ แล้วมาเป็นคุณหมอในคลินิกเหมือนหมอทั่วไปในเยอรมนี ทว่าด้วยความชื่นชอบแบบ

คลั่งไคล้มาก ทั้งในคณิตศาสตร์ การวิจัยในห้องทดลอง และชีววิทยา จึงหันเหจากการเป็นหมอมาเป็นนักวิทยาศาสตร์แนวประยุกต์ที่เน้นการคิดค้นวิธีใหม่ๆ สำหรับการ

รักษาโรคร้าย โดยในช่วงทศวรรษ 2533-2543 เขาเน้นไปที่การรักษาโรคมะเร็ง จากนั้นก็เริ่มพางานวิจัยเข้าไปสู่โลกแห่งธุรกิจ ผ่านกองทุนเวนเจอร์แคปิตอล และผ่าน

มหาเศรษฐีชาวเยอรมันในเวลาต่อมา


จุดที่ทำให้ซาฮินแตกต่างนักวิจัยอื่นๆ คือการเป็นคนที่มีเซนส์ดีมากในการมองว่าอะไรจะเป็นสิ่งที่ต้องจับตาแบบใกล้ชิด เพราะว่ากำลังเป็นสิ่งจำเป็นในอนาคต โดยซาฮิน

เคยคิดจะพัฒนาแนวทางเทคโนโลยี mRNA ไว้รักษาโรคร้ายต่างๆ เมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งต้องยอมรับว่าเขามาถูกทาง ทว่าเวลาในช่วงนั้นยังไม่สุกงอมเพียงพอ แม้ mRNA

 จะเป็นการสร้างโปรตีนให้กับดีเอ็นเอเพื่อไว้รักษาโรคต่างๆ ได้ ทว่าจะถูกเอนไซม์ทำลายลงภายในไม่กี่วินาที ซึ่งเทคโนโลยีของชีววิทยาในห้องทดลอง ณ ช่วงเวลานั้น 

ยังไม่ก้าวหน้าพอที่จะเอาชนะข้อจำกัดดังกล่าว


อย่างไรก็ดี ซาฮินก็ยังคงจับตาและพัฒนา mRNA ต่อไปแบบเงียบๆ จนกระทั่งปี 2551 ก็สามารถที่จะได้แหล่งเงินในการพัฒนาแนวทาง mRNA นี้แบบจริงจังจาก

มหาเศรษฐีชาวเยอรมัน โดยการพัฒนาวัคซีนด้วย mRNA นับว่าได้เปรียบกว่าวิธีที่ใช้แอนติเจน เนื่องจากสามารถทำได้เร็วกว่าในการที่จะพัฒนาจนถึงจุดที่ฉีดกับมนุษย์ได้

 รวมถึงค่อนข้างมีความยุ่งยากน้อยกว่า เนื่องจากใช้วิธีการปรับดีเอ็นเอของมนุษย์ในการสู้กับไวรัสโคโรนา แทนที่จะกระตุ้นแบบสร้างภูมิด้วยเม็ดเลือด

 
แล้วช่วงต้นปี 2563 การเป็นคนที่มีเซนส์ดีของซาฮินในการมองภาพอนาคตก็ปรากฏชัดขึ้นอีกครั้ง เมื่อทันทีที่เหตุการณ์โควิดที่เมืองอู่ฮั่นของจีนเกิดขึ้น ได้ทำให้ซาฮินรู้
ทันทีว่ามหันตภัยโรคระบาดครั้งใหม่ของโลกได้เกิดขึ้นอีกครั้งแล้ว และมุ่งมั่นว่าจะพัฒนาเทคโนโลยี mRNA เพื่อทำเป็นวัคซีนรักษาโควิด โดยได้โน้มน้าวให้บอร์ดของ
ไบออนเทคทุ่มทรัพยากรทั้งหมดของบริษัทเพื่องานช้างดังกล่าว โดยได้ร่วมมือกับไฟเซอร์เพื่อให้สามารถผลิตแบบล็อตใหญ่ๆ ในเวลาต่อมา

อย่างที่เราทราบกันว่า ณ วันนี้ วัคซีนต้านโควิดของไฟเซอร์/ไบออนเทค เป็นที่ต้องการของชาวโลกมากกว่ายี่ห้ออื่นอีกหลายเจ้า ก็ด้วยฝีมือ ความพยายาม และที่สำคัญ

ความเป็นคนที่มองอนาคตได้เก่งมากของซาฮิน โดยมีเกร็ดส่วนตัวของเขาที่จะขอเล่าให้ฟังดังนี้

- แม้ซาฮินจะเป็นเจ้าของบริษัทไบออนเทค ทว่าเขาเองไม่เคยที่จะมาเช็คว่าราคาหุ้นของบริษัทขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหนแล้ว งานหลักของเขาคือการเตรียมและเขียนรายงานการวิจัยเพื่อส่งให้กับทางการและสถาบันการเงิน เพื่อตรวจสอบในการที่จะรับรองโครงการทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

- ซาฮินยังคงทำงานในตึกที่มีห้องปฏิบัติการ แม้ว่าเขาจะเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัทแล้วก็ตาม ซึ่งไม่เคยมีใครที่ทำเช่นนี้มาก่อน

- แม้เขาจะเป็นนักวิทยาศาสตร์และเป็นหมอโดยสายเลือด ทว่าเขาก็เรียนรู้การทำธุรกิจด้วยตนเอง ในเวลาต่อมา ซาฮินเก่งด้านธุรกิจขึ้นมากจนกระทั่งสามารถหาเงินเข้าบริษัทได้ถึง 7.5 พันล้านดอลลาร์ จากการขายธุรกิจด้านพันธุกรรมให้กับบริษัทโนวาร์ทิส

- ซาฮินทุ่มเทเวลาไปกับการคิดค้นวิธีเอาชนะโรคมะเร็งตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทว่าความพยายามนั้นแม้จะไม่บรรลุผลแบบเต็มที่ ทว่าความชำนาญและประสบการณ์ดังกล่าว ก็ทำให้เขาสามารถต่อสู้กับโควิดได้ดีกว่านักวิทยาศาสตร์เกือบทุกคนในโลกนี้

 

- หากมองย้อนกลับไป คงจะไม่มีบริษัทยาแห่งไหนในโลกที่มีความเร็วในการพัฒนานวัตกรรมวัคซีนโควิด ความเร็วในการตัดสินใจ ความกล้าเสี่ยงด้วยระดับขนาดนี้ และปราศจากการเมืองในองค์กร เท่ากับไบออนเทคของซาฮิน

- รัฐบาลเยอรมนีก็มีส่วนไม่น้อยในการพัฒนาวัคซีนโควิด โดยได้ทุ่มเงิน 4 หมื่นล้านยูโร เพื่อพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ไว้ป้อนให้กับห้องทดลองของภาคเอกชน รวมถึงไบออนเทค

จะเห็นได้ว่าเมื่อ 1 ปีที่แล้วแทบไม่มีใครรู้จักกับไบออนเทคเลย ทว่าด้วยมหันตภัยโควิด จึงได้ทำให้ทุกคนมารู้จักกับวัคซีนของไฟเซอร์/ไบออนเทคแบบโด่งดังในบ้านเราในเวลานี้

 

ขอบคุณที่มา : กรุงเทพธุรกิจ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/936816


Visitors: 609,406