ทำไม ‘เทศกาลกินเจ’ ถึงยิ่งใหญ่ในไทย แต่คนจีนแผ่นดินใหญ่กลับไม่รู้จัก?
|
ทำไม ‘เทศกาลกินเจ’ ถึงยิ่งใหญ่ในไทย แต่คนจีนแผ่นดินใหญ่กลับไม่รู้จัก?
ทำไม ‘เทศกาลกินเจ’ ถึงยิ่งใหญ่ในไทย แต่คนจีนแผ่นดินใหญ่กลับไม่รู้จัก? สำรวจเส้นทางประวัติศาสตร์จากแดนมังกรสู่มรดกวัฒนธรรมบนแผ่นดินไทย เมื่อเข้าสู่ช่วงขึ้น 1 ค่ำ ถึงขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจันทรคติจีน ประเทศไทยจะเข้าสู่บรรยากาศของเทศกาลที่คึกคักที่สุดเทศกาลหนึ่ง นั่นคือ ‘เทศกาลกินเจ’ ร้านอาหารน้อยใหญ่ต่างพากันแขวนธงสีเหลือง และปรับเมนูเข้าสู่วิถีไร้เนื้อสัตว์ แต่เรื่องที่น่าแปลกคือ หากเราไปถามคนจีนแผ่นดินใหญ่ในปัจจุบัน จำนวนมากกลับไม่รู้จัก ไม่เคยสัมผัส หรือแม้ไม่รู้จักประเพณีนี้เลยว่าคืออะไร แล้วทำไมประเพณีที่มีรากเหง้าจากจีนแผ่นดินใหญ่ แต่กลับมายิ่งใหญ่ในประเทศไทย? ‘เจ’ ดั้งเดิม ไม่ได้แปลว่าแค่ ‘งดกินเนื้อ’ คำว่า ‘เจ’ ในภาษาไทย มีรากศัพท์มาจากอักษรจีนที่ออกเสียงว่า ‘จ้าย’ (ในภาษาจีนกลาง) หรือ ‘เจ / แจ’ (ในสำเนียงฮกเกี้ยนและแต้จิ๋ว) ในอารยธรรมจีนโบราณเมื่อหลายพันปีก่อน คำนี้ไม่ได้หมายถึงการงดรับประทานเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึง การชำระล้างร่างกาย สำรวมกาย วาจา และใจให้บริสุทธิ์ รวมถึงการสวมเสื้อผ้าใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมก่อนเข้าร่วมพิธีสักการะเทพยดาหรือบรรพบุรุษ คติการชำระกายใจนี้ฝังรากลึกทั้งในลัทธิเต๋า พุทธมหายาน และขงจื๊อ แม้แต่จักรพรรดิจีนยุคราชวงศ์ชิง ก็ยังต้องเข้าสู่พิธีถือศีลกินเจชั่วคราว 1-3 วัน ก่อนเป็นประธานในรัฐพิธีสำคัญ ซึ่งหากรวมกันแล้ว ในหนึ่งปีฮ่องเต้ต้องถือศีลนานกว่า 100 วันเลยทีเดียว ดังนั้น คำว่า ‘เจ’ ในความหมายดั้งเดิม จึงเป็นเพียงวัตรปฏิบัติชั่วคราวเพื่อความบริสุทธิ์เฉพาะบุคคล ไม่ใช่เทศกาลระดับชาติที่ประชาชนทั้งประเทศจะมางดเนื้อสัตว์พร้อมกัน ทำไมถึงหายไปจากจีนแผ่นดินใหญ่? จากวิกฤตโรคระบาด สู่มรดกวัฒนธรรมบนแผ่นดินไทย ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์เกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้า ถึงขั้นส่งตัวแทนกลับไปอัญเชิญคัมภีร์จากจีนแผ่นดินใหญ่ กลับมาตั้งต้นประเพณีถือศีลกินผัก 9 วัน 9 คืน อย่างเป็นทางการในไทย ประเทศไทยในเวลานั้นไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้น และผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ การถือศีลกินเจจึงเข้ากันได้ดีกับแนวคิดเรื่องการทำบุญ รักษาศีล 5 และเมตตาธรรมต่อสัตว์โลก ประเพณีนี้จึงไม่ใช่แค่รอดตาย แต่เติบโตและกลืนเข้ากับสังคมไทยได้อย่างสมบูรณ์ ปัจจุบัน เทศกาลกินเจในไทยมีภาพจำที่โดดเด่นอยู่ 2 ขั้ววัฒนธรรมเสน่ห์ คือ ทางฝั่งภูเก็ต สานต่อมรดกชาวจีนฮกเกี้ยน เน้นความศักดิ์สิทธิ์ ความเคร่งครัดตามคติเต๋า และความอลังการของขบวนแห่พระและม้าทรงตามศาลเจ้า ขณะที่ เยาวราช เป็นตัวแทนของสายวัฒนธรรม ชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว และมิติทางสังคมเมือง เริ่มต้นจัดงานอย่างเป็นทางการขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2548 มีจุดเด่นด้านการอัญเชิญผงธูปศักดิ์สิทธิ์จาก 22 ศาลเจ้าทั่วเยาวราชมารวมประดิษฐาน ณ ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติฯ การประกอบอาหารเจมงคลกระทะใหญ่แจกจ่ายแก่ประชาชน และการเป็นศูนย์กลางสตรีทฟู้ดเจที่สะท้อนความคึกคักของเมืองหลวง เทศกาลกินเจในปัจจุบันไปไกลกว่าเรื่องของความเชื่อ เพราะมันได้กลายเป็น ‘เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ’ ที่สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในไทยเกือบ 50,000 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุมตั้งแต่เกษตรกร ตลาดสด ไปจนถึงแอปฯ เดลิเวอรี นอกจากนี้ การเข้ามาร่วมเทศกาลของคนรุ่นใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยเทรนด์รักสุขภาพ การลดโลกร้อน และกระแสโปรตีนจากพืช (Plant-based) ยิ่งทำให้ภาคธุรกิจต้องแข่งขันกันพัฒนานวัตกรรมอาหารเจรูปแบบใหม่ๆ ออกมาทุกปี เทศกาลกินเจ จึงไม่ใช่แค่งานบุญประจำปี แต่เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของการเดินทางของ ‘วัฒนธรรมข้ามแดน’ จากวัตรปฏิบัติเฉพาะกลุ่มที่เกือบสูญหายในประเทศบ้านเกิด สู่การถูกโอบรับ ปรับตัว และเบ่งบานอย่างมีชีวิตชีวาบนแผ่นดินไทย จนกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าในทุกวันนี้
ที่มา : https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/865364
|
