แพทย์เตือน! เติมน้ำในสบู่-แชมพู เสี่ยงก่อเชื้อโรค-แบคทีเรีย

แพทย์เตือน! เติมน้ำในสบู่-แชมพู เสี่ยงก่อเชื้อโรค-แบคทีเรีย

 

ช่วงสิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจ หลายคนเลือกเติมน้ำในขวดสบู่ที่หมดหวังประหยัด แต่ผู้เชี่ยวชาญและ CDC เตือนเสี่ยงเพาะเชื้อแบคทีเรีย ทำร้ายผิวไม่คุ้มเสีย

ช่วงใกล้สิ้นเดือน การใช้ผลิตภัณฑ์ในบ้านให้คุ้มค่าหยดสุดท้ายเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะเมื่อ 'สบู่เหลว' หรือ 'แชมพู' ใกล้หมดขวด หลายบ้านมักใช้วิธี 'เติมน้ำเปล่าลงไปแล้วเขย่า' เพื่อให้ใช้ต่อได้อีก หรือซื้อสบู่แบบถุงเติม ทับลงไปทั้งที่ของเก่ายังไม่หมด แต่รู้หรือไม่ว่า ความคุ้มค่าเพียงเล็กน้อยนี้อาจแลกมาด้วยความเสี่ยงทางสุขภาพที่คาดไม่ถึง

 

แพทย์เตือน! เติมน้ำในสบู่-แชมพู เสี่ยงก่อเชื้อโรค-แบคทีเรีย

 

Tan Dunci พยาบาลวิชาชีพจากศูนย์พิษวิทยาคลินิก โรงพยาบาลหลินโข่วฉางเกิง ไต้หวัน ออกมาเตือนผ่านรายการสุขภาพว่า "การเติมน้ำประปาลงในขวดสบู่หรือแชมพูถือเป็นข้อห้ามเด็ดขาด"

เพราะจะทำให้ 'สารกันเสีย' ในผลิตภัณฑ์เจือจางลงจนไม่สามารถยับยั้งเชื้อโรคได้ เปลี่ยนขวดสบู่ให้กลายเป็นตู้เพาะแบคทีเรีย ส่งผลเสียต่อผู้ที่มีผิวบอบบางหรือมีแผลถลอก

 

แพทย์เตือน! เติมน้ำในสบู่-แชมพู เสี่ยงก่อเชื้อโรค-แบคทีเรีย

ข้อมูลนี้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น เมื่ออ้างอิงตาม แนวปฏิบัติสุขอนามัยมือในสถานพยาบาลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ หรือ CDC ที่ระบุชัดเจนว่า การเติมสบู่ใหม่ลงในเครื่องจ่ายที่ยังมีสบู่เก่าเหลืออยู่ หรือพฤติกรรมที่เรียกว่า 'Topping off' นั้น เป็นสิ่งที่ 'ห้ามทำ'

เอกสารของ CDC ระบุคำเตือนไว้ในหัวข้อการเลือกผลิตภัณฑ์สุขอนามัยมือว่า "ห้ามเติมสบู่ลงในเครื่องจ่ายสบู่ที่พร่องไปเพียงบางส่วน" พร้อมให้เหตุผลสำคัญว่า "การเติมแบบนี้สามารถนำไปสู่การปนเปื้อนของแบคทีเรียในสบู่ได้"

หากคุณต้องการใช้แบบถุงเติม (Refill) ควรปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้

  • ใช้ให้หมดเกลี้ยง : อย่าเติมน้ำยาใหม่ปนกับของเก่าที่ก้นขวด
  • ล้างขวดให้สะอาด : ก่อนเติมใหม่ ต้องล้างขวดเดิมให้สะอาด เพื่อขจัดคราบไบโอฟิล์มและเชื้อโรค
  • ต้องแห้งสนิท : ผึ่งขวดให้ "แห้งสนิท" ก่อนเติมน้ำยาใหม่ลงไป เพราะความชื้นคือตัวการสำคัญที่ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโต

 

'ความประหยัด' เป็นสิ่งที่ดี แต่ความปลอดภัยต้องมาก่อน หากบีบไม่ออกแล้ว การตัดใจทิ้งหรือล้างขวดให้สะอาดตามหลักถูกสุขลักษณะ คือทางเลือกที่คุ้มค่ากับ 'สุขภาพ' ที่สุด

 

ที่มา : CDC

https://www.springnews.co.th/health/health/861660




Visitors: 1,766,999