ดอยตุง สวนกาแฟ ป่าสน ผู้คนและชีวิต

“ดอยตุง” สวนกาแฟ ป่าสน ผู้คนและชีวิต
 
 
หากดอยตุงในภาพจำ คือ สวนดอกไม้เมืองหนาว ดอกไม้สวยๆสารพัดสีโอบล้อมพระตำหนักดอยตุงของสมเด็จย่าฯ เรือนไม้หลังย่อมที่ข้างในสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น
แม้ข้างนอกอากาศหนาว เอาจริงๆ อากาศเย็นสบายตลอดทั้งวัน แม้ตอนเที่ยงก็ไม่รู้สึกร้อน สิบปีต่อมาถึงได้รู้ว่า นอกจาก “สวนดอกไม้” แล้วเราจะได้เห็น “สวนกาแฟ” 
ใต้ร่มเงาของสนภูเขา สมบูรณ์ที่สุดที่เท่าที่เคยเห็นมาในชีวิต
 
คนทั่วไปอาจเกิดความสงสัย “แล้วมันจะแปลกตรงไหน ก็ต้นกาแฟปลูกได้ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่อยู่แล้วนี่นา?”
“สน” ปลูกและเติบโตง่าย เป็นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาจึงเป็นต้นไม้ที่มักได้รับความนิยมในการปลูกป่า แถมยังมีประโยชน์หลากหลาย เนื้อไม้ใช้ในการก่อสร้าง น้ำยางใช้สำหรับ
การทำสบู่ ยารักษาโรค รวมถึงน้ำมันสนใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆหลากหลายชนิด ด้วยตัวมันเองทั้งถึก ทั้งทน มีน้ำยาง “สน” เอาตัวรอดเก่ง เพราะสามารถดูดแร่ธาตุใน
ดินได้มาก ใบสนที่ตกหล่นทับถมกันมากๆก็ย่อยสลายยาก นั่นทำให้เป็นที่รู้กันว่า สภาพแวดล้อมของป่าสนคือปราบเซียน “ไม่เหมาะอย่างยิ่ง” กับการเพาะปลูกพืชเกษตรใดๆก็ตาม
 
 
เมื่อมีป่าสนแล้ว แล้วชีวิตของ “ผู้คน”​ ที่อยู่ในพื้นที่หล่ะ “สน” อย่างไรให้ใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง” ในความดูแลของทีมงานและ “พี่ดุ๊ก” (ตามชื่อที่พวกเราเรียก CEO ของมูลนิธิฯ) ทำให้เราได้เห็นกับตาว่า “ กาแฟ ผู้คน ต้นสน ” เชื่อมโยงและเกื้อกูลกันได้อย่างไร
 
ความจริงจังตั้งใจนี้ถูกพิสูจน์ด้วย “คุณภาพรสชาติ” กาแฟดอยตุงหลายต่อหลายตัวที่เราได้ดื่ม และออกอาการ “ว้าววว...” เหล่านั้นคือผลผลิตจากต้นกาแฟในป่าสน 
ซึ่งความน่าอัศจรรย์นี้ไม่ได้มาเพราะความบังเอิญ หากแต่มันแลกมาด้วยการทำงานอย่างหนักยาวนานมาเกือบครึ่งทศวรรษ
 
ถ้ายังจำกันได้ โครงการพัฒนาดอยตุงเคยเปิดตัวกาแฟสายพันธุ์พิเศษอย่างคาร์ติมอร์ ทิปปิก้า กาโย จาว่า ฯลฯ มาแล้วในงาน Thailand Coffee Fest2018 สารภาพว่า 
เคยแต่ได้ยิน ยังไม่เคยได้ชิม ก็นั่นแหละ อะไรที่ใครเค้าบอก อะไรที่คนเค้าลือกัน มันไม่ได้มีความหมายเท่ากับตาเราเองได้เห็น เรื่องราวดีๆที่ได้ฟังหรืออ่านมา ไม่สำคัญเท่า
รสชาติที่ได้พิสูจน์ด้วยตัวเอง
 
“พี่ไก่” ผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟจากทีมมูลนิธิฯ เป็นผู้นำพาพวกเราในนาม “กลุ่มสหาย” ลงพื้นที่ไปลุยแปลงกาแฟในป่าสน ความสูงราว 1,450-1,550 เมตรจากระดับน้ำทะเล 
เราจึงได้เห็นการจัดการแปลงกาแฟในป่าสน รวมทั้งแนวทางการพัฒนาในเรื่องสายพันธุ์ โดยเฉพาะกาแฟสายพันธุ์พิเศษ คาร์ติมอร์ ทิปปิก้า กาโย จาว่า ทั้ง 4 สายพันธุ์
นี้มีรุ่นแรกอายุเกิน 10 ปี และเราก็ได้เห็นว่าต้นกาแฟรุ่นหลังๆ (อายุ 4-5 ปี) มีการปรับตัว แข็งแรง และลูกดกมากแค่ไหน
 
 
ไม่เพียงได้เห็น แต่การได้ชิมทำให้รู้ซึ้งถึงการพัฒนาด้านรสชาติ ทั้งหมดเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ามูลนิธิฯจริงจังและตั้งใจกับ “คุณภาพรสชาติ” มากๆ จึงให้ความสำคัญกับ
การดูแลสวนกาแฟเป็นอย่างดี เคล็ด(ไม่)ลับ ในการจัดการแปลงต้นกาแฟ ได้แก่ “พืชคลุมดิน” นิยมปลูกถั่วบราซิล เพื่อรักษาความชื้นในดิน ช่วยตรึงธาตุไนโตรเจนเข้าสู่ดิน 
และป้องกันวัชพืชขึ้น
 
 
“ทางเดินหลัก” ขั้นบันไดกว้าง 1 เมตร พาดบริเวณกลางแปลงกาแฟ โดยทอดยาวจากด้านบนสุดสู่ด้านล่างสุด โดยทางเดินหลักจะช่วยอำนวยความสะดวกต่อ
เกษตรกรในการเข้าถึงพื้นที่ต่างๆในแปลง “ทางเดินระหว่างแถว” ทางเดินที่เชื่อมจากทางเดินหลักเข้าไปยังต้นกาแฟตามแนวระนาบ เพื่อเป็นทางเดินในการเข้าไป
จัดการต้นกาแฟในแต่ละแถวได้อย่างเป็นระเบียบ
 
“หลุมดักน้ำและปุ๋ย” เป็นหลุมขนาด 0.5*0.5 เมตร อยู่บริเวณทั้งสองข้างของทางเดินหลัก กลางแปลงทุกๆ 2 เมตร โดยทำหน้าที่ชะลอน้ำและดักปุ๋ยที่อาจถูกชะล้าง
จากด้านบนของแปลง และ “ไม้บังร่ม” ทำหน้าที่พรางแสงในแปลงกาแฟ ให้ต้นกาแฟได้รับแสงประมาณ 50% ควรเป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดใบเล็ก พุ่มใบโปร่ง ไม่ทึบเกินไป 
แนะนำไม้ยืนต้นตระกูลถั่ว เช่น ก่างขี้มอด ท่างหลวง ก่อ เลี่ยน เป็นต้น ซึ่งพอเหมาะกับการเจริญเติบโตของต้นกาแฟและการสุกของผลกาแฟ
เป็นเรื่องน่ายินดี ในอนาคตอันใกล้นี้ ร้านของเราและกลุ่มสหายฯจะมีโอกาสได้ใช้ “กาแฟไทย” จากดอยตุง ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่เรื่องที่เราเข้าไม่ถึง “โครงการพัฒนาดอยตุง” จับต้องและสัมผัสได้งดงาม ทั้งเรื่องราวและรสชาติที่ได้สัมผัส
 
 
หาก “สวนดอกไม้” ของสมเด็จย่าเป็นความทรงจำครั้งเก่า... การได้มีโอกาสไปเยือน “สวนกาแฟ” แห่งดอยตุงในครั้งนี้ ก็คงเป็นความประทับใจครั้งใหม่!
 
 
ขอบคุณเรื่องราวดีๆ ที่ถ่ายทอดผ่านเพจ Gallery กาแฟดริป
 
 
Visitors: 404,743