ไม่ใช่มีแค่ A-Z! เกร็ดสาระที่น่าทึ่งของตัวอักษรภาษาอังกฤษ

ไม่ใช่มีแค่ A-Z! เกร็ดสาระที่น่าทึ่งของตัวอักษรภาษาอังกฤษ
 
ตัวอักษรภาษาอังกฤษและตัวอักษรตะวันตกอื่นๆ มีต้นกำเนิดจากอักษรโรมันซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากอักษรกรีก อักษรกรีกเป็นอักษรฟินิเซียที่นำมาแก้ไข ชาวกรีกสร้างตัวอักษรขึ้นมาโดยสร้างเสียงสระที่ไม่มีในอักษรฟินิเซีย ทำให้ตัวอักษรภาษาอังกฤษนั้นมีเรื่องแปลกๆ ที่จะทำให้เราคาดไม่ถึงเต็มไปหมด
 
1. & เครื่องหมายและนั้นเคยเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษลำดับที่ 27 มาก่อน ถูกคิดค้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1 โดยชาวโรมันมีการเขียนแบบเล่นหางรวมตัว e และ t ซึ่งในภาษาละตินคำว่า et แปลว่า “และ” ตัว & ถูกนำมาใช้เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยนำมาต่อท้าย x y z แต่การออกเสียงเมื่อท่องจำเป็นเรื่องยุ่งยากเกินไปสำหรับเด็กๆ จึงได้ถูกถอดออกไป
 
2. คำในภาษาอังกฤษที่ไม่ได้ยืมมาจากภาษาอื่นหากขึ้นต้นด้วย q จะตามด้วย u เสมอ โดยเป็นการใช้ตัวอักษรสองตัวเพื่อสร้างเสียงเดียว โดยในอดีตนั้นภาษาอังกฤษไม่มีตัว q ก่อนที่ชาวนอร์มันจะบุกอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1066 โดยคำในภาษาอังกฤษอย่างคำว่า queen จะสะกดว่า cwin หรือ cwic แทน
 
 
3. สาเหตุที่ตัว W อ่านว่าดับเบิลยู ทั้งๆ ที่เป็นการเขียนตัว vv เพราะแต่เดิม w คือการใช้ vv มารวมกันในภาษาอังกฤษโบราณ ต่อมาในศตวรรษที่ 7 มีการใช้ uu แทนตัว w จึงออกเสียงว่าดับเบิลยู
 
4. เบนจามิน แฟรงคลิน หนึ่งในผู้สร้างชาติสหรัฐอเมริกา เคยสร้างตัวอักษรเฉพาะสำหรับชาวอเมริกันในปี ค.ศ. 1768 เพื่อต้องการแยกตัวจากอังกฤษ โดยมีบางโรงเรียนที่ใช้ยอมใช้ชุดอักษรนี้ด้วย มีการเปลี่ยนแปลงการออกเสียง ลบตัวอักษรบางตัวออกไปเพราะเชื่อว่ามันไม่ค่อยจะเป็นประโยชน์เท่าไหร่ รวมถึงมีการนำเสนอตัวอักษรตัวใหม่ๆ ขึ้นมา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับความนิยมจนถูกเลิกใช้งานไป
 
5. ที่วอชิงตัน, สหรัฐอเมริกาไม่มีถนนสาย J ก็เพราะว่าในอดีตนั้น J คือรูปแบบหนึ่งของตัว I และยังใช้เป็นจุดสิ้นสุดของเลขโรมันอย่าง XIII ก็จะเขียนว่า XIIJ จึงเป็นสาเหตุให้ไม่มีถนน J เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน
 
6. ตัวอักษรภาษาอังกฤษเป็นตัวอักษรไม่กี่ภาษาในโลกที่มีทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่ เดิมทีนั้นตัวอักษรละตินและตัวอักษรกรีกเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด ต่อมาเสมียนหรือคนที่ทำหน้าที่เขียนข้อความได้มีการเพิ่มเส้นขึ้นและลงเพื่อทำให้การเขียนรวดเร็วยิ่งขึ้น และการเปลี่ยนแปลงพื้นผิวของการเขียนจากลงบนหินสู่หนังทำให้ตัวอักษรมีขนาดเล็กลงและสามารถเขียนติดๆ กันได้
 
จน ค.ศ. 9 ตัวพิมพ์เล็กก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมา โดยตัวพิมพ์ใหญ่นั้นถูกใช้เพื่อเน้นคำ โดยตัวอักษรบางตัวจะมีตัวพิมพ์เล็กและตัวพิมพ์ใหญ่ที่หน้าตาเหมือนกันเช่น Oo Cc Ll Xx แต่ตัวอักษรบางตัวก็จะมีตัวพิมพ์เล็กและตัวพิมพ์ใหญ่ที่มีหน้าตาแตกต่างกันไปอย่าง Aa Ee Gg Rr
 
 
7. Xmas คือคำย่อของ Christmas มีที่มาดังนี้ คำว่า mas เป็นคำในภาษาอังกฤษเก่าที่นำมาจากภาษาละตินอีกทีหมายถึงมิสซา ส่วนตัว X มาจากตัวอักษรกรีกอ่านว่า “ไค” เป็นตัวอักษรตัวแรกของคำในภาษากรีกว่า “Χριστός” ที่หมายถึงคริสต์ เมื่อนำมารวมกันจึงกลายเป็นตัวย่อของคำว่าคริสต์มาสที่ใช้แบบไม่เป็นทางการ โดยมีการอ้างอิงอยู่ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษตั้งแต่ปี ค.ศ. 1485 มาแล้ว
 
ที่มา : คลังความรู้ by SpokeDark
Visitors: 606,461