Japanese vs American Sushi แตกต่างกันอย่างไร ?

Japanese vs American Sushi แตกต่างกันอย่างไร ?
แล้วซูชิที่ในแบบที่เพื่อนๆชอบทาน เป็นแบบวัฒนธรรมไหนกันนะ ?
 
ภาพจาก https://firstwefeast.com/
 
ความเป็นมาคร่าวๆของ Sushi ?
- อย่างที่เพื่อนๆทราบกันว่า ซูชินั้นกำเนิดมจากประเทศญี่ปุ่น โดยมีความหมายดั้งเดิมว่า การรวมกันของเนื้อปลาดิบสด และ ข้าว
- ซึ่งเกิดจากการถนอมอาหารของญี่ปุ่นนี้ละ (คือเค้าไม่ได้ตั้งใจจะทำเจ้าซูชิมาตั้งแต่ต้น)
- สำหรับคนญี่ปุ่นโบราณเองก็ยังมีอ้างอิงถึงวิธีการถนอมอาหารนี้ ว่าเป็นการนำไอเดียมาจากประเทศจีนเข้ามายังญี่ปุ่น ในศควรรษที่ 7
- ส่วนพี่จีนเองก็มีการเริ่มทำถนอมอาหารแบบปลาเค็มแปะบนข้าวเนี่ย มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 แล้ว (แต่พวกเค้าไม่ได้เรียกว่าซูชิ เพราะเป็นภาษาญี่ปุ่น)
 
แล้วคนอเมริกันเริ่มรู้จักซูชิได้อย่างไร ?
- ซูชิถือว่าเป็นอาหารสมัยใหม่ นำเข้าโดยคนญี่ปุ่นที่ย้ายมาอาศัยที่อเมริกาในช่วงปี 1900s (ในตอนท้ายของยุคสมัยเมจิ)
- แต่ว่าจะเริ่มได้ยินชื่อเสียงก็ราวๆปี 1960 โดยเริ่มมีชื่อเสียงจากร้านของทอดญี่ปุ่นใน Los Angeles
- ต่อมาในปี 1963 The New York Times ก็ได้ทำสคูปเกี่ยวกับอาหารประเภทซูชิ และได้ความนิยมมากในเมือง นิวยอร์ค
- และด้วยวัฒนธรรมการกินอาหารในแทบตะวันตกของอเมริกา ก็ได้ค่อยๆเปลี่ยนวิถีการกินซูชิแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ออกไปเรื่อยๆ เช่น มีการใช้ซอส Mayo, ข้าวโพด, แตงกวา, แป้งเทมปูระ หรือแม้กระทั่งการดีไซน์ซูชิแบบ Fashion เช่น ซูชิตัวหนอน
- และนี่คือการเริ่มต้นของ American Style Sushi
- ในปัจจุบัน (2019) ในสหรัฐอเมริกามีร้านซูชิที่มากกว่า 5,000 ร้าน และมีมูลค่ารวมๆมากกว่า 2 พันล้านดอลล่าร์ต่อปี
 
หนังสือพิมพ์ New York Times ในปี 1960s
 
Japanese Sushi แบบเข้าใจง่าย
รูปแบบ
- ต้องเป็นปลาดิบสดๆเท่านั้น
- ต้องกินด้วยการปั้นสดๆกับมือของ Chef เท่านั้น
- ซูชิไม่มีเมนู เพราะ Chef จะรังสรรค์เมนูสุดพิเศษตามความชอบของลูกค้า และวัตถุดิบที่มี
- ขนาดของซูชิเป็นสิ่งสำคัญ แต่ละคำนั้นมี 3 ขนาด เล็ก กลาง ใหญ่
 
 
เรื่องของวัฒนธรรม
- คือการรับประทานแบบซูชิบาร์ โดยลักษณะเป็นกันเอง โดย Chef จะต้องพูดคุยกับลูกช้า รวมถึงแนะนำซูชิแต่ละคำอย่างใกล้ชิด
- การทำ ปั้น ซูชิแบบสดๆข้างหน้าลูกค้า (ส่วนใหญ่เป็นสไตล์ Nigiri)
- การรับประทานซูชิไม่ใช่ว่าจะกินได้ในทุกๆวัน คนญี่ปุ่นเองจะมาทานในช่วงเวลาพิเศษ เพราะฉะนั้นแล้ว สาขาร้านซูชิในประเทศญี่ปุ่นจริงๆก็ไม่ได้มีเยอะมาก รวมถึงราคาเองก็จะแพง
- การทำซูชิคือ ศิลปะและการฝึกฝนจนชำนาญของ Chef ชาวญี่ปุ่น
- วิธีการทานของลูกค้าก็สำคัญ เช่น ขนาดคำที่พอดี หรือแม้กระทั่งวิธีการหยิบกินโดยใช้ 2 นิ้วมือ โดย Chef ที่ชำนาญจะต้องเรียนรู้จักลูกค้า รวมถึงรังสรรค์ซูชิที่เพอเฟคแต่ลพคำขึ้นมาให้ได้
 
Nigiri Sushi แบบดั้งเดิม ปลาและข้าว
 
แล้วถ้าเทียบกับ American Sushi แตกต่างกันอย่างไร ?
รูปแบบของ American Sushi
- เน้นความอร่อยแบบสนุก ให้มีความคล้ายคลึงกับการกินพิซซ่า หรือ เบอร์เกอร์
- ด้วยการนิยมทานซูชิแบบม้วนเป็นก้อนกลมๆ โดยที่ปริมาณของข้าวปั้นอาจจะเยอะกว่าเนื้อปลาเสียด้วยซ้ำ
- เน้นการใส่วัตถุตกแต่งเพื่อเพิ่มรสชาติที่ทันสมัย เช่น ผงแป้งทอดกรอบ, ไข่กุ้งและปลา, แตงกวาหรืออโวคาโด หรือแม้กระทั่งเพิ่มความเผ็ดด้วยพริกป่น
- มีเมนูให้ลูกค้าเลือกทานซูชิ (ในลักษณะที่ตายตัว)
เรื่องของวัฒนธรรมแบบใหม่กับ American Sushi
- นิยมทานกันในรูปแบบของร้านอาหาร ที่มีโต๊ะที่นั่ง สำหรับการคุยกับของลูกค้า
- การให้ความเป็นส่วนตัวของลูกค้า และไม่นิยมการสนทนาระหว่าง Chef โดยจะมีพนักงานเสริฟอาหารเป็นผู้นำซูชิมาส่ง
 
แบบนั่งโต๊ะทาน อาจจะทานพร้อมไวน์ด้วย
 
เมนูขึ้นชื่อทางฝั่ง American Sushi
- California Roll
 
- ซูชิตัวหนอน (แบบที่ร้าน ISAO)
 
 
Jacky Roll from ISAO
- Spicy Salmon Roll
 
 
- American Sushi Platter
 
 
ในมุมมองของคนญี่ปุ่นที่มีต่อ American Style Sushi
- พวกเค้ามองว่า การแพคซูชิใส่กล่องกลับบ้านแบบเน้นปริมาณ หรือเน้นความหลากหลายแบบ Sushi Platter นั้น เป็นเรื่องประหลาด เพราะปลาที่คุณภาพและรสชาติที่เปลี่ยนและเริ่มแห้งไป ตามเวลาที่เชฟทำเสร็จ นั้นคือสิ่งที่ไม่ดีมากๆ
- คนญี่ปุ่นมองว่า ทำเสร็จเป็นคำ แล้วต้องกินเลย ไม่วางทิ้งไว้
- อย่านำไปจิ้มกับน้ำซีอิ๊วพร้อมข้าวปั้นเด็ดขาด ! ให้จิ้มได้แค่เนื้อปลาเท่านั้น
- และอย่าใส่ Wasabi เพิ่มลงในน้ำซีอิ๊ว
- ถ้าเป็นไปได้ คนญี่ปุ่นมองว่า Chef ควรทำการใส่ วาซาบิมาด้วยขนาดที่พอดีแล้ว ไม่ควรจะต้องใส่เพิ่ม
- ไม่ควรสั่งอาหารประเภทอื่นเพิ่มนอกจากซูชิเท่านั้น
- ขิงดองเหรอ ? ควรกินแยกกับซูชิ ไม่นำมาใส่รวมกันเข้าปากนะ
- อยากลดความอ้วนด้วยการเลี่ยงกินแป้งข้าวปั้น แล้วกินแค่ปลาดิบอย่างเดียวเหรอ ? เอ่อ....สำหรับคนญี่ปุ่น นั้นไม่ใช่การกินซูชินะ แห่ะๆ.. คงเป็นซาชิมิแทน
 
มีความเข้าใจในรูปแบบของคนญี่ปุ่นที่ยิบย่อยกว่านี้เยอะมากๆเลย แต่ว่าเอาแค่นี้พอให้เพื่อนๆเห็นภาพง่ายๆก็แล้วกันนะ :)
 
 
Visitors: 606,469