WHO ประกาศว่าการระบาดของ Coronavirus เป็นการระบาดใหญ่ทั่วโลกอย่างเป็นทางการ

WHO ประกาศว่าการระบาดของ Coronavirus เป็นการระบาดใหญ่ทั่วโลกอย่างเป็นทางการ

นาย Tedros Adhanom Ghebreyesus หัวหน้าขององค์กรอนามัยโลกกล่าวว่า จำนวนผู้ติดเชื้อนอกประเทศจีนเพิ่มขึ้นมากกว่า 13 เท่าในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ผมกังวลเป็นอย่างมาก สำหรับจำนวนผู้ป่วยในปัจจุบันที่ยังไม่ได้รับการรักษา

คำว่า "การระบาดใหญ่ (Pandemic)" หมายถึงโรคระบาดที่มีอัตราการแพร่กระจายตัวอย่างทวีคูณให้หลาย ๆ ประเทศทั่วโลก

หลังจากก่อนหน้านั้น อิตาลีซึ่งมีการระบาดรุนแรงที่สุดได้ทำการสั่งปิดประเทศโดยสมบูรณ์ งดการเดินทางเข้าออกทุกอย่างภายในประเทศ แต่เท่านั้นยังไม่พอ ล่าสุดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา อิตาลีจตำเป็นต้องประกาศปิดภาคการค้าขายทุกส่วน ยกเว้น "อาหาร" และ "ยา" (ผมอ่านข่าวไปแล้วคิดภาพตาม เหมือนเรากำลังอยู่ในหนังซอมบี้เลย)

วิเคราะห์ : สิ่งเหล่านี้ WHO กำลังสื่อถึงอะไร ?

Tedros กล่าวว่าการประกาศให้ Coronavirus เป็นโรคระบาดใหญ่ ไม่ได้หมายถึงการที่นานาประเทศต้องปรับเปลี่ยนนโยบายควบคุมของตนเอง

ดังนั้นแล้วสิ่งที่เขากำลังบอกถึงรัฐบาลและเอกชนทุกประเทศก็คือ การดำเนินการหรือการเพิ่มมาตรการควบคุม โดยเร่งด่วนและเป็นเชิงรุกอย่างรุนแรงมากกว่าการตั้งรับ

ในขณะเดียวกัน Tedros และข้อมูลทางสถิติทั่วโลกระบุว่า มีหลายประเทศที่สามารถยับยั้งและควบคุมการแพร่ระบาดได้ โดยมาตรการที่จริงจังและเร่งด่วน เช่น จีน

การแพร่ระบาดครั้งนี้เป็นความท้าทายอย่างยิ่งต่อหลายประเทศที่มีการอยู่ร่วมกันแบบกระจุกตัว เช่น ชุมชนแออัด และประเทศที่มีประชากรคับคั่ง ผลกระทบครั้งนี้ทำให้พวกเขาไม่สามารถใช้ชีวิตในลักษณะเดิมได้ (อย่างน้อยก็ในช่วงเวลานี้)

ส่วนความท้าทายของรัฐบาลคือ การที่ต้องออกมาตรการควบคุมที่ต้อง "รักษาสมดุล" ระหว่างเรื่องของ สุขภาพ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากในความเป็นจริง

การประกาศครั้งนี้ตามมาด้วยการเพิ่มมาตรการป้องกันอย่างจริงจังในหลาย ๆ ประเทศ เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสให้เร็วที่สุด

เดนมาร์ก - มีผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้ว 514 ราย (เพิ่มขึ้น 10 เท่าตั้งแต่วันจันทร์) แต่ยังไม่มีผู้เสียชีวิตในปัจจุบัน ได้มีมาตรการปิดโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั้งหมด ตั้งแต่วันศุกร์ที่จะถึงนี้ และจะส่งพนักงานภาครัฐที่ไม่ได้มีบทบาทสำคัญกลับบ้านในวันข้างหน้า และรัฐบาลได้ทำการเร่งยกเลิกการจัดกิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 100 คน

อินเดีย - ได้มีมาตรการระงับวีซ่าของชาวต่างชาติเกือบทั้งหมดจนถึงวันที่ 15 เมษายน ที่เมือง Guatemala สั่งห้ามชาวยุโรปทุกคนเข้าเมืองมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

อิตาลีและอิหร่าน - ทั้งสองประเทศได้มีมาตรการปิดโรงเรียน ยิม พิพิธภัณฑ์ สถานที่ท่องเที่ยวกลางคืน และสถานที่อื่น ๆ ที่สำคัญทั้งหมดภายในประเทศ

Michael Ryan หัวหน้าฝ่ายฉุกเฉินของ WHO กล่าวว่า "มีผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้วมากกว่า 12,000 คน และเสียชีวิตกว่า 800 คน ซึ่งขณะนี้มีผู้ติดเชื้อเกือบ 900 คนในอิตาลีกำลังได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด"

Ryan กล่าวถึงสถานการณ์ในอิหร่านว่า ในขณะนี้ตัวเลขการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการอยู่ 354 คน จากผู้ติดเชื้อ 9,000 คน มันเป็นสถานการณ์ที่รุนแรงมาก ซึ่งตอนนี้ WHO ได้ส่งชุดทดสอบไวรัส 40,000 ชุดให้อิหร่าน แต่อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังคงขาดแคลนเครื่องช่วยหายใจและออกซิเจน.

อิหร่านและอิตาลีกำลังเจอกับความยากลำบากอยู่ในขณะนี้ และผมกล้ายืนยันได้เลยว่า "ประเทศของคุณจะต้องเจอกับสถานการณ์เช่นเดียวกันในอีกไม่นาน" Ryan กล่าวทิ้งท้าย

ข้อควรคิด : สำหรับไทยเราผมยอมรับเลยว่าบุคลากรทางการแพทย์ของไทยเก่งมาก และเรามีระบบสาธารณสุขที่ค่อนข้างดีทีเดียว แต่สิ่งเดียวที่ผมเป็นกังวลมาก ๆ ในตอนนี้ก็คือ มาตรการควบคุมของรัฐบาลไทยนี่แหละ ณ จุดนี้ของบทความ World Maker ขอเป็นกำลังใจให้หมอไทยทุกคนที่ได้อ่านบทความนี้นะครับ และอีกเรื่องที่ผมเป็นห่วงในตอนนี้คือเรื่องการชุมนุมของนักศึกษาในบ้านเรา สถานการณ์ตอนนี้ไม่ควรส่งเสริมให้มีการชุมนุมกันอย่างยิ่ง ควรรอจนกว่าการแพร่ระบาดจะควบคุมได้อย่างเป็นทางการดีกว่า

เยอรมัน - Angela Merkel นายกรัฐมนตรีของเยอรมันออกมาเตือนว่า กว่า 70% ของประชากรในประเทศ (ประมาณ 58 ล้านคน) สามารถสัมผัสกับ Coronavirus ได้ เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังไม่รู้วิธีการรักษาโรค สิ่งที่ควรใส่ใจคือ "การลดลงของการแพร่ระบาด เป็นเรื่องของการเอาชนะเวลา"

(ตรงนี้คงจะสื่อว่า เมื่อเรายังไม่รู้วิธีการรักษา หนทางที่ดีที่สุดคือการตระหนักถึงและป้องกันตัวเองให้มากที่สุดจนกว่าเวลาจะผ่านไปและมีอะไรดี ๆ เกิดขึ้น)

อย่างไรก็ตาม นักไวรัสวิทยาบางส่วนของเยอรมันโต้แย้งว่ามันเป็นการประเมินที่สูงเกินไป ศาตราจารย์ Alexander Kekulé ซึ่งอดีตเคยเป็นที่ปรึกษาด้านการควบคุมโรคของรัฐบาลกลาง กล่าวผ่านสื่อของเยอรมันว่า เขาเห็นว่าแม้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ก็จะมีผู้ติดเชื้อเพียง 40,000 คนเท่านั้น

ในขณะนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้วในเยอรมันเพิ่มขึ้นเป็น 1,908 คน จาก 1565 คนเมื่อวาน

ฝรั่งเศส - มีผู้เสียชีวิต 48 ราย เพิ่มขึ้น 15 ราย มีผู้ยืนยัน 2,281 ราย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของฝรั่งเศสกล่าวว่าข้อ จำกัด ที่เชื่อมโยงกับโคโรนาไวรัสได้ขยายไปสู่อีกสองด้าน

สหรัฐอเมริกา - รัฐวอชิงตันสั่งห้ามการชุมนุมขนาดใหญ่ในบางพื้นที่และได้แจ้งให้ทุกโรงเรียนเตรียมความพร้อมที่จะปิดการเรียนการสอนที่อาจเกิดขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้า ผู้ว่าการของ Seattle's King County กล่าวว่า เขาคาดว่าจะมีการระบาดของ Coronavirus ที่ร้ายแรงภายในไม่กี่สัปดาห์ต่อจากนี้

จีน - สถานการณ์ดีขึ้นมาก พบผู้ติดเชื้อเพิ่มเพียง 12 ราย และไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่มในวันนี้ ทำให้ขณะนี้มียอดผู้ติดเชื้อ 80,790 ราย เสียชีวิต 3,158 ราย

หลายประเทศ - สวีเดน บัลแกเรีย รวมถึงสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ยืนยันการเสียชีวิตครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ในกาตาร์มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าภายในวันเดียว จาก 24 ราย เป็น 262 ราย

 

2. ทำเนียบขาวสั่งให้หน่วยงานด้านสุขภาพของรัฐบาลกลางเรียกประชุมลับผู้บริหารระดับสูงสุดในประเด็นของ Coronavirus

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ทำเนียบขาวได้สั่งให้มีการประชุมลับในผู้บริหารระดับสูงสุดเพื่อการรักษา Coronavirus โดยทำเนียบขาวและรัฐบาลมีการเปิดเผยข้อมูลการประชุมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และยังเลี่ยงที่จะตอบคำถามเรื่องการแพร่ระบาด ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ผิดปกติและน่าสงสัยอย่างมาก

เจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ได้รับการฝึกอบรมด้านความปลอดภัย รวมถึงผู้เชี่ยวชาญหลายคนจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าประชุม

เจ้าหน้าที่ผู้เข้าร่วมประชุมคนหนึ่งกล่าวว่า "เรามีบุคคลสำคัญบางคนที่ไม่มีความโปร่งใสด้านความปลอดภัย พวกเขาจึงไม่ได้รับอนุญาต "พวกเขาไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการประชุมลับครั้งนี้ มันไม่จำเป็น" (ใครกันแน่ที่ไม่โปร่งใส การประชุมลับหรือเปล่าที่ไม่โปร่งใส)

แหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อระบุว่า สภาความมั่นคงแห่งชาติ (NSC) ซึ่งให้คำแนะนำแก่ประธานาธิบดีเกี่ยวกับปัญหาด้านความปลอดภัยครั้งนี้ เป็นผู้สั่งจัดการประชุมลับ โดยกล่าวว่า "สิ่งนี้มาจากทำเนียบขาวโดยตรง"

ด้านโฆษกของ NSC ไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมที่ HHS แต่เขาปกป้องความโปร่งใสของคณะบริหารทุกคนรวมถึงหน่วยงานของรัฐบาลกลาง เขาได้เน้นย้ำว่า "การประชุมของคณะบริหารครั้งนี้ เนื้อหาทั้งหมดไม่ได้เป็นความลับ" ซึ่งก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดจนถึงตอนนี้ว่าเขาหมายถึงการประชุมครั้งไหน

ข้อสังเกต : สำนักข่าว Reuters เป็นคน Comment เองว่ามันไม่โปร่งใสเอาเสียเลย

โดยทางเจ้าหน้าที่กล่าวว่า มีการปรึกษาหารือกันหลายสิบประเด็น เช่น ขอบเขตของการติดเชื้อ การกักกันและข้อกำจัดในการเดินทาง ซึ่งการประชุมนี้มีขึ้นตั้งแต่กลางเดือนมกราคม ในห้องที่มีระบบรักษาความปลอดภัยสูงของกระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์สหรัฐฯ (HHS) ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการต่อสู้กับ Coronavirus

ทำเนียบขาวยืนกรานที่จะเก็บเป็นความลับขององค์กรสาธารณสุขภายในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้ข้อมูลที่สาธารณชนรับรู้ถูกบิดเบือนไปจากความเป็นจริง และทำให้การรักษาและควบคุมต้องใช้ระยะเวลานานกว่าเดิม

แม้แต่เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงของสหรัฐฯ บางคนที่ให้ข้อมูลกับ Reuters ภายใต้เงื่อนไขว่าจะไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวว่า พวกเขาไม่สามารถอธิบายเนื้อหาในห้องประชุมได้ เพราะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าประชุม (อะไรมันจะขนาดนั้น)

ประชาชนและนักวิจารณ์กำลังโจมตีการบริหารของทรัมป์อย่างรุนแรง หลังจากพวกเขาเห็นว่าการตอบสนองต่อ Coronavirus ของรัฐบาลนั้นล่าช้าและขาดความโปร่งใส รวมถึงการกีดกันผู้เชี่ยวชาญหลายคนในการเข้าถึงข้อมูล และการให้ข้อมูลที่บิดเบือนหรือไม่สมบูรณ์กับสาธารณชน

ในขณะที่หน่วยงานระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับภาคต่างก็ตำหนิที่รัฐบาลกลางปกปิดข้อมูลที่จำเป็นในการตอบสนองต่อการแพร่ระบาดครั้งนี้

ข้อสังเกต : ในเมื่อเรียกประชุมกันขนาดนี้แล้ว มันมีอะไรที่ต้องเก็บเป็นความลับนักหนา ทำไมต้องปิดบังสาธารณะชน ทำไมไม่แจ้งข้อมูลให้พวกเรารู้ เพื่อที่จะได้ช่วยกันป้องกัน หรือว่ามันมีข้อมูลที่เปิดเผยไม่ได้อย่างเด็ดขาด ? ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าสหรัฐฯ ต้องรู้อะไรเกีย่วกับ Coronavirus ที่ชาติอื่นในประเทศไม่รู้

การประชุมที่ HHS นั้นถูกจัดขึ้นในพื้นที่ปลอดภัยที่เรียกว่า "Sensitive Compartmentalized Information Facillity" ย่อสั้น ๆ ว่า SCIF แปลเป็นไทยได้ว่า ศูนย์จัดการข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน

SCIF มักจะเป็นพื้นที่ที่สงวนไว้สำหรับหน่วยสืบราชการลับ และปฎิบัติการทางการทหาร โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ Electronics ใด ๆ จะไม่ได้รับอนุญาติในนำเข้าไปภายในบริเวณ เหตุผลที่ HHS ต้องมีพื้นที่ SCIF เนื่องจากเหตุผลที่ว่าจะใช้เป็นห้องปฎิบัติการสำคัญเมื่อเกิด "สงครามอาวธุชีวภาพ" หรือ "สงครามอาวุธเคมี"

Mark Warner วุฒิสมาชิกอาวุโสของสหรัฐฯ ในเวอร์จิเนีย กล่าวว่า "สำหรับการระบาดครั้งใหญ่เช่นนี้ โลกต้องการความโปร่งใสและความรอบรู้ รัฐบาลไม่ควรใช้อำนาจในการปิดบังสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ โดยอ้างว่าเป็นความกังวลด้านความปลอดภัยของประเทศ"

Ron Wyden วุฒิสมาชิกอาวุโสของสหรัฐฯ ในโอรากอน กล่าวว่า "พวกผู้บริหารทั้งหลายจำเป็นต้องออกมาเผชิญหน้ากับสาธารณชน และอธิบายว่าทำไมทำเนียบขาวถึงปกปิดข้อมูลจากชาวอเมริกัน โดยการประชุมลับปลอม ๆ"

ข้อควรคิด : ทั้งความไม่โปร่งใสครั้งนี้ทำให้เราคิดไปในมุมมองไหนได้บ้าง ?

 

3. รัฐบาลสหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณ 235 พันล้านดอลลาร์ ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพุธรัฐบาลว่า รัฐบาลบันทึกการขาดดุลงบประมาณที่ 235 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับปีที่แล้วแทบไม่ต่างกัน ซึ่งข้อมูลงบประมาณรายเดือนของกระทรวงการคลังเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2562 ระบุว่า สหรัฐฯ มีการขาดดุลงบประมาณ 234 พันล้านดอลลาร์

ยอดขาดดุลงบประมาณประจำปีปัจจุบันอยู่ที่ 625 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 81 พันล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับการขาดดุล 544 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปี 2562

ค่าใช้จ่ายที่ยังไม่ได้จัดการให้เรียบร้อยในเดือนที่แล้วมีจำนวนทั้งสิ้น 423 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5% จากเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ในขณะที่รายรับที่ยังไม่ได้จัดการให้เรียบร้อยอยู่ที่ 188 พันล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้น 12% จากเดือนเดียวกันของปี 2562

ข้อสังเกต : รายรับเพิ่มขึ้นถึง 12% แต่ทำไมการขาดดุลยังเพิ่มขึ้นอีกตั้ง 5% ? ยิ่งเร่งเศรษฐกิจ ยิ่งขาดดุลมากขึ้น ?

 

4. ข่าวสารทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ

4.1 ดัชนีความเชื่อมั่นทองคำ เดือน มี.ค. 63 เพิ่มขึ้น 6.2%

นายพิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ เปิดเผยว่าดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำประจำเดือน มี.ค. 63 อยู่ที่ 67.50 จุด เพิ่มขึ้น 3.94 จุด หรือ 6.2% จากระดับ 63.56 จุดในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา

โดยปัจจัยที่ทำให้ดัชนีปรับเพิ่มขึ้น มาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Coronavirus ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงสงครามราคาน้ำมัน และความต้องการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย

การคาดการณ์ราคาทองคำในเดือน มี.ค. 63 ของผู้ประกอบกิจการค้าทองคำรายใหญ่มองว่า Gold Spot มีกรอบวิ่งในช่วง 1,579-1,704 $/Oz ส่วนทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศ จะมีราคาอยู่ที่บาทละ 23,750-25,350 บาท และค่าเงินบาทไทย จะอยู่ในช่วงบริเวณ 31.20-31.99 บาท/$

การลงทุนทองคำในเดือน มี.ค. 63 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่มองว่าราคาทองคำมีแนวโน้มในทิศทางเชิงบวก แต่เนื่องจากมีแรงเทขายทำกำไรสลับกับแรงซื้อ ทำให้ราคาทองคำค่อนข้างผันผวน ดังนั้นแนะนำลงทุนในระยะสั้น โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่บริเวณ 1,616-1,603 $/Oz และมีแนวต้านสำคัญที่บริเวณ 1,700-1,712 $/Oz

ข้อสังเกต : อันนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้เขียนวิเคราะห์เองนะครับ อ้างอิงมาจากผลสำรวจของผู้ค้ารายใหญ่

4.2 IHS Markit ปรับลดตัวเลขคาดการณ์ขยายตัวเศรษฐกิจโลก 2 ปีต่อไป

IHS Markit เป็นบริษัทที่ให้บริการข้อมูลทางการเงินระดับโลก ประกาศปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้า แต่ยังมองเศรษฐกิจแข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตาม Markit คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัว 1.7% ในปีนี้ และ 2.7% ในปีหน้า ลดลงจากตัวเลขคาดการณ์ในเดือน ก.พ. ที่ 2.5% และ 2.8% ตามลำดับ

Markit กล่าวว่า "แม้สหรัฐจะได้รับผลกระทบจาก Coronavirus แต่เราคาดว่าเศรษฐกิจจะยังคงมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะหลีกเลี่ยงภาวะถดถอย ส่วนยุโรปจะได้รับผลกระทบหนักกว่า โดยเศรษฐกิจเยอรมนีและอิตาลีได้อยู่ใกล้หรือเข้าสู่ภาวะถดถอยก่อนที่จะเผชิญการระบาดของไวรัสเสียอีก และสิ่งนี้จะกดดันให้ประเทศที่เหลือใน EU เข้าสู่ภาวะถดถอยเช่นกัน” 

 

 



Visitors: 294,754